Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


ปริศนาศิลาไร้อักษรของจักรพรรดินีบู๊เช็คเทียน

14542652_1231862536884787_1603439606_n

ปริศนาศิลาไร้อักษรของจักรพรรดินีบู๊เช็คเทียน

พระนางบู๊เช็คเทียนเป็นจักรพรรดินีองค์แรกและองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน ประชาชนไม่พอใจที่พระนางขึ้นมาเป็นจักรพรรดิด้วยการชิงบัลลังก์ด้วยวิธีที่โหดเหี้ยมและมีแต่กลิ่นคาวเลือด แต่ก็ไม่มีใครไม่ประทับใจในพระปรีชาสามารถและความกล้าหาญไม่เกรงกลัวผู้ใดของจักรพรรดินีองค์นี้ ในขณะเดียวกันผู้คนยังชื่นชมการพัฒนาการปกครองและเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง พระนางเคยเป็นผู้ที่มีอานุภาพเกรียงไกรและกล้าหาญเด็ดขาดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ชื่อเสียงแผ่กระจายไปทั่วทุกทิศ แต่หลังจากที่พระนางสิ้นพระชนม์ลง พระศพของพระนางถูกฝังไว้ในสุสานที่เป็นเพียงเสาหินต้นหนึ่งที่ไม่มีอักษรจารึกเลย ทำให้ผู้คนประหลาดใจอย่างมาก

สุสานพระนางบู๊เช็คเทียนในปัจจุบันตั้งอยู่บนเขาเหลียงซาน ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลฉ่านซี เป็นสุสานที่ทรงพลังและยิ่งใหญ่ ข้างในสุสาน บรรจุพระศพของพระเจ้าถังเกาจง และพระนางบู๊เช็คเทียน ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกของสุสานมีศิลาจารึก สูงประมาณ 6 เมตร ตั้งอยู่ 2 หลัก ฝั่งตะวันตก ศิลาจารึกชื่อ ซู่เชิง เป็นจารึกสดุดีคุณูปการต่างๆของพระเจ้าถังเกาจง แต่ศิลาจารึกของพระนางอู่เจ๋อเทียนที่ฝั่งตะวันออกกลับไม่มีอักษรใดๆจารึกอยู่เลย ศิลาจารึกนี้จึงเป็นที่รู้จักกันในนาม ศิลาจารึกไร้อักษรของจักรพรรดินีบู๊เช็คเทียน

เหตุใดจักรพรรดินีบู๊เช็คเทียนถึงไม่สลักคุณงามความดีลงบนศิลาจารึกของพระนาง?

มีคนเสนอข้อสันนิษฐานว่าสาเหตุที่พระนางบู๊เช็คเทียนไม่สลักอักษรลงบนศิลาจารึก อาจเป็นเพราะคุณงามความดีของพระนางมีมากจนไม่สามารถประเมินค่าได้

พระนางบู๊เช็คเทียนเป็นนักการเมืองหญิงที่ยอดเยี่ยมท่านหนึ่ง ในรัชสมัยของพระเจ้าถังเกาจง พระนางเริ่มเข้ามามีอำนาจทางการเมือง ควบคุมอำนาจทางการเมืองจวบจนตอนที่พระนางสละราชบัลลังก์ยาวนนานถึง 50 ปี ในระยะเวลาครึ่งศตวรรษนี้ พระนางเลือกใช้มาตรการการปกครองที่คุ้มครองรักษา สร้างความมั่นคง และทำให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพ เช่น ปลุกปั้นชนชั้นเจ้านายร่นใหม่ ชื่นชมบุคคลที่มีความสามารถ ยกย่องขุนนาง ยกตัวอย่างเช่น เหยาฉงและซ่งจิ่ง ในรัชสมัยของพระเจ้าถังเสวียนจง นอกจากนี้พระนางยังเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งระบบการสอบเข้ารับราชการ เป็นการแต่งตั้งบุคคลที่มีความสามารถและกระตือรือร้นในการทำงานให้มีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในด้านเศรษฐกิจพระนางทรงปูนบำเหน็จให้แก่ชาวนา อีกทั้งยังมีมาตรการให้ประหยัดน้ำ เสียภาษี และส่งเสริมให้พัฒนากำลังการผลิต นอกจากนี้ พระนางยังวางแผนการบริหารแบบตะวันตก สร้างความมั่นคงให้กับประเทศ อีกทั้งยังส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชนกลุ่มน้อย ให้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน นโยบายของพระนางล้วนแล้วแต่เป็นนโยบายที่พัฒนาความมั่นคงของสังคมทั้งสิ้น จากที่กล่าวข้างต้น คุณูปการของจักรพรรดินีไม่เคยจางหายไปจากโลกนี้ ศิลาไรอักษรนี้แสดงให้เห็นถึงศัลธรรมอันดีของพระนาง ข้อสันนิษฐานนี้มีความเป็นไปได้อย่างมาก

ในขณะเดียวกัน ก็มีคนเสนอข้อสันนิษฐานมาอีกว่า การที่ไม่สลักอักษรลงบนศิลาไม่ได้เป็นเพราะต้องการโอ้อวดว่าพระนางมีความดีล้นเหลือ แต่เป็นเพราะในช่วงบั้นปลายชีวิต พระนางสำนึกได้ว่าตัวพระนางเองมีบาปกรรมที่หนักหนาสาหัส ไม่อาจหาญที่จะสลักคุณความดีของตนไปบนศิลาได้ พระนางได้ศึกษาคัมภีร์ของขงจื้อและคิดว่าพระนางทำบาปไว้เยอะ อีกทั้งยังกล้าที่จะสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิ ผู้คนคงจะไม่รักนาง จึงไม่กล้าที่จะจารึกอักษรลงไป

การที่พระนางบู๊เช็คเทียนได้เถลิงราชย์เป็นจักรพรรดินีนั้นต้องแลกกับชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาล สมัยที่พระนางยังเป็นเพียงนางสนม พระนางเนรเทศและสังหารฮองเฮาเจียงเซียวชู รวมทั้งลูกสาวของพระนางด้วย ในที่สุดพระนางบู๊เช็คเทียนก็มีตำแหน่งที่มั่นคง หลังจากที่พระนางบู๊เช็คเทียนได้ขึ้นเป็นฮองเฮา พระนางได้แสดงเล่ห์เหลี่ยมการปกครองที่อำมหิตออกมา เลี้ยงดูคนที่เห็นพ้องและกำจัดคนที่เห็นต่าง แม้แต่หลานคนโตที่สนับสนุนให้พระนางขึ้นเป็นฮองเฮา ยังถูกบังคับให้ฆ่าตัวตาย เมื่อพระนางดำรงตำแหน่งจักรพรรดินี พระนางก็กดขี่ข้าราชการ ลงโทษ และปราบกบฏอย่างโหดร้ายทารุณ ราชสกุลและขุนนางตระกูลถังจำนวนมากเสียชีวิตด้วยน้ำมือของพระนาง จักรพรรดินีบู๊เช็คเทียนเปลี่ยนการปกครองจากราชวงศ์หลี่ถัง เป็นราชวงศ์อู่โจว ตามประเพณีโบราณมองว่าเป็นการทรยศและผิดจารีตประเพณีอย่างมาก ในช่วงบั้นปลายชีวิตของพระนาง หลังจากที่ได้สละราชบัลลังก์ พระนางได้มองย้อนไปถึงสิ่งที่พระนางได้ทำลงไป แล้วรู้สึกละอายใจและรู้สึกผิดต่อผู้เสียชีวิตทุกคน โดยเฉพาะบรรพชนทั้งหลาย จึงไม่กล้าไปสลักความดีบนแท่งศิลา

ข้อคิดเห็นอีกประเด็นหนึ่งกล่าวว่า จักรพรรดินีบู๊เช็คเทียนเป็นคนฉลาด พระนางรู้ว่า คนในแต่ละสมัยมีความคิดเห็นต่อนางในมุมที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังมีคำวิจารณ์มากมาย ดังนั้นพระนางจึงสร้างศิลาไร้อักษร ให้คนรุ่นหลังได้วิพากษ์วิจารณ์ตัดสินกันเอง

ต่อมามีอีกหนึ่งข้อสันนิษฐานบอกว่าพระนางบู๊เช็คเทียนเป็นพระมเหสีของพระเจ้าถังเกาจง ดังนั้นหากสิ้นพระชนม์ไป จะฝังพระศพร่วมกัน แต่ในที่สุด หลังจากที่พระเจ้าถังเกาจงสิ้นพระชนม์ พระนางบู๊เช็คเทียนได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิ คำว่า ฮองเฮา กับ จักรพรรดิ มีฐานะต่างกันอย่างสิ้นเชิง พระนางจึงมิอาจกล้าที่จะสลักอักษรใดๆลงไป
ปัจจุบัน มีอีกสองความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่หนึ่ง กล่าวว่า ศิลาจารึกจักรพรรดินีบู๊เช็คเทียนไม่ได้มีอยู่ตั้งแต่ดั้งเดิม เพราะสังคมชนชั้นในอดีต เพศหญิงมีสถานะต่ำต้อย ไม่คุ้มค่าแก่การสร้างศิลาจารึก แม้ว่าพระนางจะองอาจเกรียงไกรเพียงใด พระนางก็ยังคงเป็นผู้หญิง

ความคิดเห็นที่สอง กล่าวว่า ไม่กี่ปีมานี้ นักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับสมัยอดีตได้เสนอวิธีคิดแบบใหม่ขึ้นมา บอกว่าตอนที่สร้างศิลาจารึกนี้ มีอักษรสลักอยู่ ดูจากนิสัยของพระนางบู๊เช็คเทียน ตอนที่พระนางครรองราชย์ ชอบสร้างสิ่งใหญ่โต โอ้อวดตนเอง จะมาสำนึกในช่วงบั้นปลายชีวิตได้อย่างไร ไม่สมเหตุสมผล อันที่จริง พระนางสลักจารึกให้ตนเอง แต่จากสถานการณ์การปกครองในขณะนั้น สมัยบั้นปลายชีวิต พระนางถูกบังคับให้สละราชบัลลังก์ให้แก่หลีเสี่ยน แต่จริงๆแล้ว พระนางวางแผนจะยกสมบัติให้ อู่ชื่อ หลานชายคนโต ประกอบกับว่า พระนางเคยฆ่ารัชทายาทตระกูลดังมากมาย เหหตุใดที่พระนางจะเกิดรักหลีเสี่ยนขึ้นมาได้ ดังนั้นหลังจากที่พระนางบู๊เช็คเทียนสิ้นพระชนม์ลง แม้ว่าหลีเสี่ยนจะไม่สามารถระบายความแค้นที่มีต่อแม่ได้ แต่เขาก็ไม่สรรเสริญคุณงามความดีของแม่ ดังนั้นศิลาจารึกจึงว่างเปล่า

จากข้อสันนิษฐานทั้งหมดอาจจะจริงหรือไม่จริง ปริศนาเรื่องนี้ยังคงอยู่ให้คนรุ่นหลังวิจารณ์และสันนิษฐานกันต่อไป

ที่มา : 杨飞 和王小梅. “武则天无字碑之谜”.中国名人未解之谜. 北京: 中国书籍出版社, 2004.

แปลโดย หมีขาว