Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


อู่เจ๋อเทียน

武则天如何成为中国历史上唯一的女皇?
唐太宗是个精明能干的皇帝,但是他的儿子高宗却是个庸碌无能的人。唐高宗即位以后,自己不会处理朝政大事,一切靠他的舅父、宰相长孙无忌拿主意。后来,他立了皇后化。
武则天本来是唐太宗宫里的一个才人(一种妃嫔的称号),十四岁那年,就服侍太宗。当时太宗的御厩里,有匹名马,叫“狮子驄”,长得肥壮可爱,但是性格暴躁,不好驾驭。
有一次,唐太宗带着宫妃们去看那匹马,跟大家开玩笑说:“你们当中有谁能制服它?”
妃子们不敢接嘴,十四岁的武则天勇敢地站了出来,说:“陛下,我能!”
太宗惊奇地看着她,问她有什么办法。武则天说:“只要给我三件东西:第一件是铁鞭,第二件是铁锤,第三件是匕首。它要是调皮,就用鞭子抽它;还不服,用铁锤敲它的头;
如果再捣蛋,就用匕首砍断它的脖子。” 唐太宗听了哈哈大笑。他虽然觉得武则天说的有点孩子气,但是也很赞赏她的泼辣性格。唐太宗死了后,按照当时宫廷的规矩,武则天被送进尼姑庵。这当然是她很不情愿的。

唐高宗在他当太子的时候,就看中了武则天。即位两年后,他把武则天从尼姑庵里接出来,封她为昭仪(妃嫔的称号)。后来,又想废了原来的王皇后,立武则天做皇后。这件事遭到很多老臣的反对,特别是高宗的舅父长孙无忌,说什么也不同意。武则天私下拉拢一批大臣,在高宗面前支持武则天当皇后,有人对高宗说:“这是陛下的家事,别人管不着。”唐高宗这才下了决心,把王皇后废了,让武则天当皇后。武则天当了皇后以后,就使出她那果断泼辣的手段,把那些反对她的老臣一个个降职、流放,连长孙无忌也被逼自杀。

不多久,那个本来已经十分无能的高宗害了一场病,成天头昏眼花,有时候连眼睛都张不开。唐高宗看武则天能干,又懂得文墨,索性把朝政大事全交给她管了。武则天掌了权,渐渐不把高宗放在眼里。高宗想干什么,没有经过武则天同意,就干不了。唐高宗心里气恼,有一次,他跟宰相上官仪(上官是姓)商量。上官仪是反对武则天掌权的,就说
“陛下既然嫌皇后太专断,不如把她废了。”高宗是个没主意的人,听了上官仪的话,说:“好,那就请你去给我起草一道诏书吧。”两个人的说话,被旁边的太监听见了,那些太监都是武则天的心腹,连忙把这件事报告武则天。等上官仪把起草好的诏书送给高宗,武则天已经赶到了。她厉声问高宗说:“这是怎么回事?” 唐高宗见了武则天,吓得好像矮了半截。他把上官仪起草的诏书藏在袖子里,结结巴巴地说:“我本来没这个意思,都是上官仪教我干的。” 武则天立刻下命令把上官仪杀了。打那以后,唐高宗上朝,都由武则天在旁边监视;大小政事,都得由皇后点了头才算数。

公元683年,高宗死了。武则天先后把两个儿子立为皇帝——中宗李显和睿(音ruì)宗李旦,都不中她的意。她把中宗废了,把睿宗软禁起来,自己以太后名义临朝执政。这一来,又遭到一些大臣和宗室的反对。有个官员徐敬业被武则天降职,借这个由头,在扬州起兵反对武则天。武则天找宰相裴炎商量。裴炎说:“现在皇帝年纪大了,还不让他执政,人家就有了借口,只要太后把政权还给皇帝,徐敬业的叛乱自然会平息。”

武则天认为裴炎跟徐敬业一样,都想逼她下台,一气之下,就把裴炎打进牢监;又派出大将带领三十万大军讨伐徐敬业。徐敬业兵少势孤,抵抗了一阵,就失败了。接着,又有两个唐朝宗室——越王李贞和琅琊王李冲起兵反对武则天,也被武则天派兵镇压了。经过这两场小小的兵变,全国恢复了安宁,没有人再敢反对武则天。武则天巩固了她的统治,就不满足太后执政的地位了。有个和尚猜到了太后的心思,伪造了一部佛经,献给武则天。那部佛经里说,武则天本来是弥勒佛投胎到人世来的。佛祖派她下凡,就是要让她代替唐朝皇帝统治天下。又过了几月,有个官员名叫傅游艺,联络了关中地区九百多人联名上书,请求太后即位称帝。武则天一面推辞,一面提升了傅游艺的官职。结果,劝她做皇帝的人越来越多。据说当时文武官员、王公贵族、远近百姓、各族首领、和尚道士,上劝进表的有六万多人。

公元690年九月,武则天接受大家的请求,自称圣神皇帝,改国号为周。她就成了中国历史上唯一的女皇帝。

摘自《上下五千年》

อู่เจ๋อเทียนขึ้นเป็นจักรพรรดินีเพียงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ประเทศจีนได้อย่างไร?
พระเจ้าถังไท่จงเป็นจักรพรรดิที่มีความสามารถและฉลาดหลักแหลม แต่พระโอรสของเขาซึ่งมีพระนามว่าเกาจงกลับเป็นคนที่ธรรมดาไร้ความสามารถ หลังจากที่พระเจ้าถังเกาจงขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็ไม่มีความสามารถในการจัดการงานใหญ่ๆที่เกี่ยวกับราชวงศ์ เรื่องทุกเรื่องจึงต้องพึ่งคุณลุงฝั่งแม่ของพ่อเขาซึ่งเป็นเสนาบดีที่ชื่อจ่างซุนอู๋จี้เป็นคนตัดสินใจ หลังจากนั้นเขาก็ได้ตั้งอู่เจ๋อเทียนขึ้นมาเป็นฮองเฮา สถานการณ์จึงเกิดการเปลี่ยนแปลง เดิมทีอู่เจ๋อเทียนเป็นนางสนมขั้นไฉเหริน (ชื่อเรียกนางสนมประเภทหนึ่ง)ที่อยู่ในวังสมัยจักรพรรดิถังไท่จง ตอนนั้นนางพึ่งอายุ 24 ปีก็ถวายตัวรับใช้พระเจ้าไท่จงแล้ว สมัยนั้นในคอกม้าหลวงของพระเจ้าถังไท่จง มีม้าที่มีชื่อเสียงตัวหนึ่งที่เรียกว่า “ม้าขนสิงโต” มันเติบโตมาอย่างกล้าหาญแข็งแรงและน่ารัก แต่นิสัยร้ายและขี่ยาก มีครั้งหนึ่ง พระองค์พาพวกพระสนมไปชมม้าตัวนั้นและพูดเล่นๆกับพวกนางว่า “พวกเธอน่ะมีใครสามารถควบคุมมันได้ไหม?” พวกนางสนมไม่มีใครกล้าตอบ แต่อู่เจ๋อเทียน หญิงสาวอายุ 24 ปี ลุกขึ้นมาอย่างกล้าหาญและพูดว่า “ฝ่าบาท ข้าทำได้!” พระองค์มองนางอย่างประหลาดใจและถามนางว่ามีวิธีการอย่างไร นางจึงตอบกลับว่า “ขอเพียงนำของสามสิ่งมาให้ข้า อย่างแรกคือแส้เหล็ก อย่างที่สองคือค้อนเหล็กและอย่างสุดท้ายคือกริช หากมันซนก็ใช้แส้เหล็กหวดมัน หากยังไม่เชื่อฟังอีกก็ใช้ค้อนเหล็กทุบไปที่หัวมัน และถ้าหากยังสร้างปัญหาอีกก็จะใช้กริชปาดคอของมัน” พระเจ้าถังไท่จงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาเสียยกใหญ่ ถึงแม้พระองค์จะรู้สึกว่าคำพูดของนางนั้นเหมือนเด็ก แต่ก็ยังชื่นชมนิสัยที่เด็ดเดี่ยวของนาง หลังจากพระเจ้าถังไท่จงสวรรคต ตามกฎในวังสมัยนั้น นางจึงต้องถูกส่งไปยังสำนักนางชี แน่นอนว่านางไม่ได้เต็มใจที่จะไป

ในตอนที่พระเจ้าถังเกาจงเป็นองค์ชาย พระองค์ก็รู้สึกชอบอู่เจ๋อเทียนอยู่แล้ว หลังจากขึ้นครองราชย์ได้ 2 ปี พระองค์จึงมีรับสั่งให้นางออกจากสำนักนางชีและแต่งตั้งให้นางเป็นพระสนมเอกเจาอี๋ (ชื่อเรียกพระสนมประเภทหนึ่ง) หลังจากนั้นพระองค์คิดอยากถอดฮองเฮาองค์เดิมออกจากตำแหน่งและแต่งตั้งอู่เจ๋อเทียนเป็นฮองเฮาแทน เรื่องนี้ประสบกับการคัดค้านของเสนาบดีอาวุโสเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณลุงฝั่งแม่ของพ่อพระองค์ จ่างซุนอู๋จี้ ไม่ว่าจะพูดยังไงก็ไม่เห็นด้วยกับพระองค์ อู่เจ๋อเทียนได้ดึงเสนาบดีจำนวนหนึ่งมาเป็นพวกตนเองอย่างลับๆ ก่อนที่พระเจ้าเกาจงจะสนับสนุนให้อู่เจ๋อเทียนเป็นฮองเฮา มีคนพูดกับพระองค์ว่า “นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวของฝ่าบาท ผู้อื่นไม่เกี่ยว” พระองค์จึงสามารถตัดสินใจกำจัดฮองเฮาคนเดิมทิ้งและให้อู่เจ๋อเทียนขึ้นเป็นฮองเฮา หลังจากที่พระนางได้ขึ้นเป็นฮองเฮา พระนางก็ใช้กลวิธีที่เด็ดเดี่ยวและโหดร้ายลดตำแหน่งหรือเนรเทศขุนนางเก่าที่คัดค้านนางทีละคน แม้แต่เสนาบดีจ่างซุนอู๋จี้ก็ถูกบังคับให้ฆ่าตัวตาย

ไม่นานพระเจ้าถังเกาจงคนที่เดิมทีก็ไร้ความสามารถนั้นก็ประชวรอย่างหนัก ทรงมึนหัวตลอดทั้งวันและดวงตาก็เริ่มพล่ามัว มีครั้งนึงแม้แต่จะลืมตาขึ้นก็ทำไม่ได้ พระเจ้าถังเกาจงเห็นว่าอู่เจ๋อเทียนนั้นมีความสามารถ ทั้งยังรู้หนังสือ จึงให้นางเป็นคนจัดการดูแลเรื่องต่างๆเกี่ยวกับในราชวงศ์ทั้งหมด
พอพระนางอู่เจ๋อเทียนได้ควบคุมอำนาจ พระเจ้าถังเกาจงก็เริ่มไม่ได้อยู่ในสายตาของนาง เมื่อพระองค์ต้องการที่จะทำอะไรบางอย่างก็ไม่สามารถทำได้เพราะพระนางอู่เจ๋อเทียนไม่เคยเห็นด้วย พระองค์ก็เริ่มขุ่นเคืองและมีครั้งหนึ่งพระองค์จึงได้ไปปรึกษากับเสนาบดีช่างกวน(ช่างกวนคือชื่อแซ่) ขุนนางช่างกวนก็คัดค้านเรื่องที่อู่เจ๋อเทียนได้ควบคุมอำนาจเลยพูดกับพระองค์ว่า “เป็นเพราะตอนนี้ฝ่าบาทไม่พอใจที่พระนางใช้อำนาจตามอำเภอใจมากเกินไป สู้กำจัดนางเสียเลยดีกว่ามั้ย” พระองค์ไม่ใช่คนที่สามารถตัดสินใจได้ พอได้ยินที่ขุนนางชั้นสูงพูดดังนั้นพระองค์จึงตรัสว่า “ได้ ถ้าอย่างนั้นท่านจงไปร่างพระบรมราชโองการมาให้ข้าก่อนเถอะ” การสนทนาของทั้งสองนั้นถูกขันทีที่อยู่ข้างๆซึ่งรับใช้พระนางอู่เจ๋อเทียนได้ยินเข้า จึงได้รีบไปแจ้งให้กับพระนางอู่เจ๋อเทียนทราบ ในขณะที่พระเจ้าถังเกาจงกำลังรอช่างกวนร่างพระบรมราชโองการ พระนางอู่เจ๋อเทียนก็มาถึงก่อน พระนางพูดเสียงเข้มกับพระองค์ว่า “นี่มันเรื่องอะไรกัน!?” พอพระเจ้าถังเกาจงเห็นอู่เจ๋อเทียน พระองค์ก็ตกใจกลัวราวกับว่าตัวหดเล็กลงไปครึ่งปี พระองค์จึงซ่อนพระบรมราชโองการที่ช่างกวนร่างขึ้นไว้ในแขนเสื้อและพูดอย่างตะกุกตะกักกับนางว่า “เดิมทีข้าไม่ได้ตั้งใจทำอย่างนี้นะ ช่างกวนต่างหากที่เป็นคนแนะนำข้าให้ทำเช่นนี้” พระนางจึงได้มีรับสั่งให้ประหารชีวิตช่างกวนทันที เป็นเพราะเรื่องนี้หลังจากนั้น ตอนที่พระเจ้าถังเกาจงขึ้นว่าราชการ พระนางอู่เจ๋อเทียนก็คอยจับตาอยู่ข้างๆตลอด ไม่ว่าเรื่องการเมืองจะใหญ่หรือเล็ก ก็จะต้องให้พระนางพยักหัวก่อนถึงจะนับว่าอนุญาตแล้ว

ค.ศ.683 หลังพระเจ้าถังเกาจงสวรรคต อู่เจ๋อเทียนได้แต่งตั้งลูกของพระนางทั้งสองพระองค์เป็นจักรพรรดิตามลำดับคือ ถังจงจงซึ่งมีพระนามว่าหลี่เซี่ยนและถังรุ่ยจงซึ่งมีพระนามว่าหลี่ตั้น ทั้งสองล้วนไม่ถูกใจพระนาง พระนางจึงกำจัดถังจงจงทิ้งและกักบริเวณถังรุ่ยจงและใช้ชื่อของพระพันปีขึ้นมามีอำนาจว่าราชการ ในมุมหนึ่งก็ประสบกับการคัดค้านจำนวนหนึ่งของเสนาบดีและสมาคมหลวง

มีขุนนางที่ชื่อสู๋จิ้งเย้ซึ่งถูกพระนางลดตำแหน่งได้ฉวยโอกาสนำข้ออ้างนี้รวบรวมกำลังทหารที่หยางโจวคัดค้านพระนาง พระนางจึงได้ไปปรึกษากับเสนาบดีเพ่ยเหยียน เขาพูดว่า “ตอนนี้ฝ่าบาทอายุมากแล้ว ก็ยังไม่ยอมให้เขาว่าราชการอีก ผู้คนต่างก็มีข้อแก้ตัว ขอแค่พระพันปีให้อำนาจทางการเมืองคืนแก่ฝ่าบาท กบฏของสู๋จิ้งเย้ก็จะสงบลงไปเอง” อู่เจ๋อเทียนคิดว่าเพ่ยเหยียนก็คิดอยากให้พระนางลงจากบัลลังก์เหมือนกับสู๋จิ้งเย้ ภายใต้ความโกรธนั้น พระนางจึงสั่งจำคุกเพ่ยเหยียน ทั้งยังสั่งให้นายพลนำกองกำลังทหารกว่าสามแสนนายไปยับยั้งสู๋จิ้งเย้ กำลังทหารของสู๋จิ้งเย้มีน้อย ต่อต้านได้ไม่นานก็พ่ายแพ้ไป หลังจากนั้น ก็ยังมีคนจากสมาคมหลวงของราชวงศ์ถังอีกสองคนคือเจ้าชายเยฺว่นามว่าหลี่เจินและเจ้าชายหลางหยานามว่าหลี่ชงได้รวมกำลังทหารคัดค้านพระนางอีก แต่ก็ยังถูกพระนางส่งทหารไปปราบปรามอีก พอผ่านพ้นการกบฏเล็กๆทั้งสองครั้งนี้มาได้ ประเทศก็ฟื้นฟูกลับมาสงบสุขและไม่มีใครกล้าคัดค้านอู่เจ๋อเทียนอีก พระนางรวมการปกครองเป็นหนึ่งและทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้ จึงรู้สึกไม่พอใจกับตำแหน่งพระพันปีที่ว่าราชการอีกแล้ว มีพระภิกษุรูปหนึ่งสามารถคาดเดาความคิดของอู่เจ๋อเทียนที่จะปลอมแปลงพระไตรปิฎกส่วนหนึ่งซึ่งพูดถึงพระนาง ในพระไตรปิฎกส่วนนั้นบอกว่าจริงๆแล้วอู่เจ๋อเทียนคือพระศรีอาริยเมตไตรยที่กลับชาติมาเกิดบนโลกมนุษย์ พระศากยมุนีส่งนางลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อที่จะให้นางมาแทนที่จักรพรรดิราชวงศ์ถังและปกครองประเทศจีน
ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน มีขุนนางผู้หนึ่งนามว่าฟู่โหยวอี้ได้ติดต่อคนจำนวนเก้าร้อยกว่าคนในเขตกวนจงให้ลงนามเพื่อร้องขอให้พระพันปีขึ้นครองราชบัลลังก์เป็นจักรพรรดิ พระนางทั้งปฏิเสธทั้งเลื่อนขั้นขุนนางให้กับฟู่โหยวอี้ในเวลาเดียวกัน ท้ายที่สุด ผู้คนที่แนะนำสนับสนุนให้นางขึ้นเป็นจักรพรรดิก็มีมากขึ้น กล่าวกันว่าในตอนนั้นขุนนางที่ดูแลทั้งเรื่องพลเรือนและทหาร ชนชั้นสูง สามัญชนใกล้ไกล หัวหน้าชนเผ่าต่างๆ พระภิกษุรวมถึงนักบวชลัทธิเต๋า หรือคนที่สนับสนุนให้ขึ้นเป็นจักรพรรดิมีจำนวนหกหมื่นกว่าคน

ค.ศ.690 เดือน 9 พระนางอู่เจ๋อเทียนตอบรับคำร้องขอของทุกคน ขึ้นเป็นจักรพรรดิที่ศักดิ์สิทธิ์และเปลี่ยนชื่อราชวงศ์เป็นโจว นางจึงได้กลายเป็นจักรพรรดินีเพียงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ของประเทศจีน