Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


เงินโบราณของจีน

电视剧里古人吃完饭放下银子就走,古代的银子是怎么算的?
​电视剧里古人吃完饭放下银子就走,古代的银子是怎么算的? 感兴趣的读者可以跟着小编一起看一看。

​在古装影视剧中经常能看到这样的场景,在客栈吃完饭直接把银子放在桌子上,而店小二数都不数一下,反而还十分热情的送客,可是他们是怎么知道饭钱到底够不够呢?万一少了怎么办?

​现在许多人喜欢到饭点酒店等地方就餐,尤其是朋友聚会、商务酒会、喜庆婚宴、旅途流浪等等,这些情况下在家是没办法做饭的,只能是去饭店和酒店等地方了,然而随着现在高科技的发展,一般在酒店饭馆用完餐后结账时很少用现金支付了,几乎现在都是扫码支付和刷卡支付等等,非常便捷。

​而且几乎饭店现在有许许多多的各色美食,一般人根本看不过来,经常就是,进店之后服务员会将菜单放在你眼前,让你翻看菜单点菜,菜单上面五颜六色的照片让人看着眼花缭乱,随后看着价格进行点餐一般都是这样等到结账时先让服务员将价格算出来,然后在付钱,这是现代的就餐方式。
​然而在古代却不一样,我们几乎在每一个古装剧中都会发现一个情况,那就是人们进入餐馆之后更别不需要看菜单,马上就会说出了要点的饭菜的名字,店里的小二也就是现在的服务员会快去准备,等到客人要走时更别不需要店小二算计价格,直接往桌子上扔一些碎银子就离开了,非常的潇洒和迅速,这让我们疑惑不解,难道古人点餐就从来不算计价格,他们自己就都知道饭菜的价格吗? 难道这些饭菜的名字和价格每个人都知道吗?

​其实说到这个,就不得不说说当时的银两制度了。根据《宋史食货志》记载:半斤牛肉,20文铜钱; 半径烧酒,30文铜钱。一般来说吃一顿饭也就大概有个一百几十文铜钱。而且在历朝历代,在民间普遍流通的就是铜钱,很少会收到银子,即使是碎银子,那也是属于很贵重的金属,特别值钱,绝对远远超过饭钱。

一两白银相当于1000文铜钱,碎银子最低也值个两百文,而那些放下碎银子就走的客官,也不会放一个碎银子就走,往往都是掏出四五个碎银子拍在桌子上,所以小二也是乐得清闲,也不会去专门找客官的晦气。而且古代的一两银子相当于现在的2000块钱,大家心里大概也就有数了吧?

​从水浒传展现的具体事例来看,当时阮小七只用了一两银子就买了一大坛酒,二十斤熟牛肉,两只烧鸡。足够六、七个人享用了。还有一次,陆谦酒店里招待管营和差拨时曾拿出一两银子,点了三四壶好酒,表示剩下的菜随意上,可见一两银子真的算得上是一笔巨款了,想想我们现在身上的这点钱,真的是实名羡慕他们了。

虽然碎银子在付款的时候非常方便,但是店家在收回去之后怎么计算收入呢? 这就有一种特殊办法了,就是把这些碎银子统统交给钱庄打理,也就是现在的银行,他们会用工具测量计算碎银子的价值,而不好计算的那些就会融合成新的银锭,这样也便于日后流通。而不同成色的银锭价值也不一样,这也有便于区分。古代的货币制度还是很健全的,所以完全不用担心。

​或许有些人会认为,难道这么做不会让事情更加的复杂吗? 其实不然,打个比方,你要出门吃饭,带个一两出门,如果去消费,吃顿饭之类的花了100个铜板,然后老板就要找你900多个铜板,就好比现在给你900多个硬币在身上,恐怕这才是真正的不方便吧。也就是因为防止有这种情况的出现,所以就开始有了碎银子的出现和就行。出门消费带着碎银子非常的方便,并且与此同时还增加了 那些有钱的人购买能力。

所以,我们以后再看到碎银子,千万不能以为那些只是零钱,相反的,那些碎银可是只有有钱人才能使用的,毕竟一个碎银子就能吃一顿饭。再者说,人家在拍电视剧的时候也不能让一江湖大侠拿出一堆铜板付钱吧? 这样还怎么显示大侠的风范呢?试想一下,一代南院大王萧峰,吃了一顿饱饭之后,拿出一堆铜板放在桌子上,然后飘然而去的场景,想想就觉得尴尬,你们说呢?

คนโบราณในละครทานอาหารเสร็จวางเงินแล้วไปเลย เงินโบราณคำนวณกันอย่างไรนะ
​ในละคร คนโบราณทานอาหารเสร็จก็วางเงินแล้วก็ลุกออกจากร้านไป เงินในสมัยโบราณนั้นคำนวณกันอย่างไร ผู้อ่านที่สนใจสามารถลองอ่านบทความสั้นๆนี้ด้วยกันได้

​ในภาพยนตร์หรือละครย้อนยุคจะพบกับฉากนี้ได้บ่อยๆ เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วในโรงเตี๊ยม ก็วางเงินลงบนโต๊ะทันที และพนักงานก็ไม่ได้ตรวจนับ แต่กลับส่งแขกด้วยความยินดีอย่างยิ่ง พวกเขารู้ได้อย่างไรว่าเงินค่าอาหารนั้นจริงๆแล้วพอหรือไม่ ถ้าในกรณีที่ขาดจะทำอย่างไร

​ปัจจุบันนี้คนมากมายนิยมไปทานอาหารที่ร้านอาหาร โรงแรม หรือสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะงานสังสรรค์กับเพื่อนๆ งานเลี้ยงทางธุรกิจ งานมงคลหรืองานแต่งงาน ในการท่องเที่ยวหรือการเดินทาง และอื่นๆอีกมากมาย สถานการณ์ที่กล่าวมานี้ไม่สามารถที่จะทำอาหารได้ ทำได้แค่ไปที่ร้านอาหาร โรงแรม หรือสถานที่อื่นๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในปัจจุบันนี้ ปกติเวลาทานอาหารที่ร้านเสร็จผู้คนจะไม่ค่อยใช้เงินสดในการจ่ายเงินแล้ว ตอนนี้แทบจะใช้คิวอาร์โค้ดหรือรูดบัตรจ่ายเงินกันหมด ซึ่งสะดวกมากมาย
​และร้านอาหารเกือบทุกร้านในปัจจุบันนี้มีอาหารหลากหลาย โดยปกติคนเราก็ไม่สามารถดูทั้งหมดได้ โดยทั่วไปหลังจากเข้าร้านอาหารแล้ว พนักงานก็จะเอาเมนูมาวางให้ลูกค้าเลือกอาหาร รูปภาพบนเมนูนั้นสีสวยงามสดใส จนอาจจะทำให้คนที่ดูลายตาได้ หลังจากที่ดูราคาและเลือกอาหารแล้ว คนทั่วไปก็จะรอจนถึงเวลาจ่ายเงินโดยให้พนักงานคิดเงินออกมาให้ แล้วค่อยจ่ายเงิน นี่คือวิธีการทานอาหารของสมัยนี้

​แต่ในสมัยโบราณกลับไม่เหมือนกัน ในละครย้อนยุคเกือบทุกเรื่องต้องมีฉากแบบนี้ปรากฏอยู่ นั่นก็คือคนสมัยนั้นหลังจากเข้าร้านอาหารแล้วไม่ต้องดูเมนู ก็สามารถพูดชื่ออาหารที่ต้องการสั่งออกมาได้เลย พนักงานในร้านอาหารก็เหมือนพนักงานในร้านอาหารของสมัยปัจจุบัน ก็จะรีบไปเตรียมอาหารให้ จนถึงตอนที่แขกกำลังจะกลับยิ่งไม่ต้องให้พนักงานร้านคิดเงินค่าอาหาร แค่วางเงินบนโต๊ะแล้วก็จากไป ง่ายแล้วก็รวดเร็วมาก ทำให้พวกเราสงสัยว่าคนโบราณเวลาสั่งอาหารไม่คิดคำนวณราคากันหรอกหรือ พวกเขารู้ราคาของอาหารได้เองหรือ พวกเขารู้ชื่อและราคาของอาหารเหล่านี้ทุกคนเลยหรือ

​ในเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ก็จะไม่พูดถึงระบบเงินโบราณไม่ได้ ตามหนังสือซ่งฉื่อฉือฮั่วจื้อ เนื้อวัวสองขีดครึ่ง เป็นเงิน 20 เหรียญกษาปณ์ทองแดง เหล้าขาวสองขีดครึ่ง เป็นเงิน 30 แหรียญกษาปณ์ทองแดง โดยปกติแล้วทานอาหารหนึ่งมื้อ ประมาณหนึ่งร้อยกว่าเหรียญกษาปณ์ทองแดง ในยุคราชวงศ์ต่างๆที่ผ่านมา เงินที่ชาวบ้านใช้กันอย่างแพร่หลายก็คือเหรียญกษาปณ์ทองแดง มีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับเงินที่ทำจากเงินจริงๆ แม้แต่ก้อนเงินแตกๆ โดยถือกันว่าเป็นโลหะที่มีค่า มีราคาสูงมาก เกินราคาค่าอาหารอย่างแน่นอน

เงินขาว 1-2 ก้อน เท่ากับ 1,000 เหรียญกษาปณ์ทองแดง ก้อนเงินแตกๆอย่างต่ำที่สุดก็มีค่า 200 เหรียญกษาปณ์ทองแดง และแขกที่วางเงินลงบนโต๊ะแล้วลุกออกจากร้านนั้น ก็จะไม่วางแค่ก้อนเดียว แต่ปกติแล้วจะเอาออกมา 4-5 ก้อนวางไว้บนโต๊ะ พนักงานร้านถึงได้ยินดีและปล่อยตามสบาย และเงินโบราณ 1-2 ก้อน มีค่าเท่ากับเงินปัจจุบัน 2,000 หยวน ทุกคนก็คงเข้าใจแล้วใช่ไหม

​ตัวอย่างจากเรื่องฉุยหู่จ้วน ในขณะนั้นหรวนเสี่ยวชีใช้เงินแค่ 1-2 ก้อนก็สามารถซื้อเหล้าเหยือกใหญ่ 1 เหยือก เนื้อวัวสุก 10 กิโลกรัม และไก่ย่าง 2 ตัวได้ พอสำหรับ 6-7 คนได้อย่างสบายๆ และยังมีอีกครั้งหนึ่ง ตอนที่ร้านเหล้าลู่เชียนต้อนรับกว่านหยิงและไชปัวได้หยิบเงินออกมา 1-2 ก้อน สั่งเหล้า 3-4 กา ส่วนอาหารก็แล้วแต่พนักงานจะเอามาบริการ ทำให้เห็นชัดเจนว่าเงิน 1-2 ก้อนนั้นสามารถจ่ายค่าอาหารได้ทั้งหมด มีมูลค่าเป็นเงินจำนวนมาก มาคิดๆดูถึงเงินเล็กน้อยที่เรามีอยู่ ได้แต่อิจฉาพวกเขาจริงๆ

แม้ว่าก้อนเงินแตกๆนั้นจะสามารถใช้จ่ายได้สะดวกสบายมาก แต่ว่าเวลาที่ร้านค้ารับเงินไปแล้วจะนับรายได้อย่างไร ถึงได้มีวิธีพิเศษอยู่วิธีหนึ่ง ก็คือเอาเงินทั้งหมดให้ธนาคารส่วนตัวดูแล เปรียบเสมือนธนาคารในสมัยนี้ พวกเขาจะใช้เครืองมือในการวัดมูลค่าของก้อนเงินเหล่านั้น แต่ถ้าอันไหนที่ไม่สามารถนับได้ ก็จะนำมารวมกันเป็นแท่งเงินใหม่ แบบนี้ก็จะง่ายต่อการหมุนเวียนเงินต่อมา ความบริสุทธิ์ของเงินที่ต่างกันของแท่งเงินย่อมทำให้ค่าของมันแตกต่างกัน แบบนี้ก็จะง่ายต่อการแยกประเภท ระบบเงินสมัยโบราณนั้นมีประสิทธิภาพที่ดีมาก เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลไป

​บางคนอาจจะคิดว่า แล้วทำแบบนี้จะไม่ยิ่งทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นหรือ แต่จริงๆแล้วถ้าไม่ทำแบบนี้ สมมติว่าคุณจะออกไปทานอาหาร เอาเงินไป 1-2 ก้อน ถ้าตอนจ่ายเงินค่าอาหาร จ่ายไป 100 เหรียญกษาปณ์ทองแดง เจ้าของร้านก็ต้องทอนให้ 900 เหรียญกษาปณ์ทองแดง เปรียบเหมือนกับตอนนี้ให้เหรียญกับคุณ 900 เหรียญ เกรงว่านี่อาจจะเป็นการยุ่งยากของจริง ด้วยเหตุที่ต้องการหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ก้อนเงินถึงได้เกิดขึ้นมา ออกจากบ้านใช้จ่ายสะดวกสบาย และในเวลาเดียวกันยังเพิ่มปริมาณการซื้อของคนรวยอีกด้วย
ดังนั้น ถ้าต่อไปนี้พวกเราเห็นก้อนเงินแตกๆ อย่าได้คิดเชียวว่านั้นเป็นเงินจำนวนเล็กน้อย กลับกัน ก้อนเงินเหล่านั้น มีเพียงแค่คนรวยเท่านั้นที่จะใช้ได้ ไม่ว่าอย่างไร เงิน 1 ก้อนก็จ่ายค่าอาหารได้ 1 มื้อ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่ถ่ายละครก็ไม่สามารถให้นักรบเอาเหรียญกษาปณ์ทองแดงกองใหญ่ออกมาจ่ายเงินไม่ใช่หรือ แบบนี้จะเป็นลักษณะของนักรบที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ลองคิดดูว่า ถ้าเป็นเซียวเฟิง (ตำแหน่งหนานเยฺวี่ยนต้าหวาง) ทานอาหารเสร็จแล้วเอาเหรียญกองใหญ่ออกมาวางบนโต๊ะ แล้วเดินตัวปลิวออกจากฉากไป คิดดูแล้วก็แปลกๆ พวกคุณล่ะคิดว่าอย่างไร

ที่มาบทความ : http://www.qulishi.com/article/201906/343665.html?fbclid=IwAR2ljgq_D7Jdomw9kDdiVtkbfoNQ4AKG21FGrOnsN95pQCMJDSDoEaLI4dc