Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


การใส่เหรียญในเกี๊ยว

การใส่เหรียญเข้าไปในเกี๊ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีความหมายว่าอย่างไร

  “一个地方一个风俗,没准不到十里就得改规矩”,没想到饺子里包硬币却流行于北方大地。      
包饺子的时候把硬币放在一个或几个饺子里面。谁吃到带硬币的饺子预示着他在新一年中会取得财源广进的好运。据说,这是来自于农耕文明时,劳动者对于新的一年财富的美好祈愿。      
每到大年三十包饺子的时候,大人小孩其他事情能够忘记,唯独往饺子里包饺硬币的这个习俗谁也不会忘记。

微博上随便一搜,都是大家对这个小习俗的念念不忘。

像一个家庭小游戏,简单却充满乐趣

有网友分享的糗事:我们这儿过年包饺子,习惯在其中一个饺子里包上硬币,吃到的人就会沾上财气,,,可有一年饺子吃完了,硬币没吃出来,大家一定以为是掉锅里了,其实我也是这么想的,可全家人在锅里找也没有,奇怪了,突然想起来,吃饺子前爸爸拿一个饺子给我家小狗吃了,去狗食盆一看,我去,硬币还真在,哎,那年的财气,福气给了狗了!

那么,饺子里包硬币的习俗,是从哪儿开始的,如何发扬开的呢?      

据中国人民大学张鸣教授的讲述:饺子本身就寓意发财。两年的交界点,更岁交子之际,吃饺子,代表交子。同时,这食物长得很像元宝,吃了它,寓意着来年发财。而往饺子里包钱,下锅后,谁吃到了,谁来年就能发财,有福气。

而这个寓意吉祥的习俗竟起于她,还有一个小故事:      

在西太后慈禧当家的年代,每年大年三十,她老人家都得领着皇后和众嫔妃们一起包饺子,说是捏住小人的嘴,让他们再也不能胡说八道。当然,说是亲自动手,但实际上还是太监和宫女代劳,上面的人,意思意思就行了。但是,这锅饺子,必须有四只得包一个小的金元宝进去。聪明伶俐的太监,牢牢地把哪个包了金元宝的饺子记住,煮熟之后,捞起来奉给西太后。所以,每年吃饺子,西太后一张嘴,肯定会硌了牙,不会硌狠了,因为她心里有数。吃出金元宝,一个,两个,三个,四个。大家一片贺喜。西太后老佛爷自己,也觉得自己就是有福气。就像红楼梦里,贾母打牌,总是能赢一样。她自己明不明白这是人家故意做出来的呢?知道,也不知道。不管知道还是不知道,反正这个头彩是该她拿,她也习惯了。

说也奇怪,1908年,也就是她死的那年,老佛爷居然只吃到了三只金元宝,未免让她感到晦气。大清走到这个份上,气数要尽了,太监们也不大负责任。一不留神,剩下那只元宝让隆裕皇后给无意中吃到了,她没敢声张,悄悄把管事的太监拉下来,塞给了他,太监又把元宝偷偷放进锅了,然后说,也许是饺子挣了,把元宝掉在锅里了。拿捞子一捞,果然捞出了元宝,这老佛爷才算好受了一点,一脑门子官司放下了。但是,到了下一年年底,这个老太婆还是得了恶性痢疾,撑了两个多月,没撑住,翘了。

中国人讲究彩头,从铜钱到硬币,这个小风俗在民间一直受到追捧。

如今好多人家出于卫生的考虑,已经不在饺子里放硬币了,取而代之的是放花生啊,糖果啊,又甜又吉祥。
“หนึ่งที่หนึ่งวัฒนธรรม เมื่อไม่ทันได้ตั้งตัววัฒนธรรมก็เปลี่ยนไปแล้ว” คิดไม่ถึงเลยว่าเกี๊ยวห่อเหรียญจะได้รับความนิยมในดินแดนทางเหนือขนาดนี้
เวลาที่ห่อเกี๊ยวเรามักจะเอาเหรียญใส่ไว้ในเกี๊ยวสักสองสามตัว โดยใครที่กินโดนเกี๊ยวห่อเหรียญก็จะถือว่าเขาจะโชคดีในปีใหม่นี้ ว่ากันว่าความเชื่อนี้มาจากช่วงที่มีการทำเกษตรกรรม โดยชาวนาจะขอให้มีความมั่งคั่งร่ำรวยในปีใหม่
ทั้งผู้ใหญ่และเด็กๆไม่ว่าเรื่องอะไรก็สามารถลืมได้ แต่เรื่องที่ลืมไม่ได้เลยคือธรรมเนียมการใส่เหรียญไว้ในเกี๊ยวนั่นเอง
จากการดูผ่านแอปพลิเคชั่นเวย์โป๋แล้ว เหมือนทุกคนล้วนแล้วแต่จะไม่ลืมธรรมเนียมอันเล็กน้อยนี้เลย
ซึ่งเหมือนกับเกมเล็กๆที่เล่นกันในครอบครัว ถึงจะเรียบง่ายแต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน
เรื่องเปิ่นๆที่ชาวเน็ตแบ่งปัน : พวกเราห่อเกี๊ยวเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ที่นี่ โดยธรรมเนียมมักจะใส่เหรียญไว้ในเกี๊ยวหนึ่งตัว คนที่กินโดนมันก็จะถือว่ามีโชคลาภ แต่ว่ามีปีหนึ่งหลังจากกินเกี๊ยวเสร็จแล้ว ก็ยังไม่มีใครกินโดนเกี๊ยวห่อเหรียญซักที ทุกๆคนก็ต่างคิดว่าเหรียญคงตกลงไปในหม้อแล้ว ซึ่งจริงๆแล้วฉันก็คิดเช่นนั้น แต่พอไปดูในหม้อก็กลับไม่พบ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมากๆ แต่ทันใดนั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่าก่อนกินเกี๊ยว พ่อฉันได้เอาเกี๊ยวหนึ่งตัวไปให้เจ้าสุนัขที่บ้านกิน เมื่อไปดูที่จานอาหารของเจ้าสุนัข ฉันก็พบเหรียญจริงๆ อ้าว! โชคลาภในปีนั้นได้ให้เจ้าสุนัขไปแล้ว!
แล้วธรรมเนียมการห่อเกี๊ยวนี้เริ่มต้นมาจากที่ไหนและมีต่อมาได้อย่างไร?
ศาสตราจารย์จางหมิงจากมหาวิทยาลัยเรนมินแห่งประเทศจีนกล่าวว่า เกี๊ยวมีความหมายถึงความมั่งคั่งร่ำรวย เมื่อถึงช่วงเวลาของสองปีมาบรรจบกัน(ช่วงห้าทุ่มของคืนก่อนวันขึ้นปีใหม่ถึงตีหนึ่งของวันขึ้นปีใหม่) การกินเกี๊ยว( เจี่ยวจือ )จึงหมายถึงการเปลี่ยนปีเชื่อมเวลา( เจียวจื่อ )นั่นเอง ในขณะเดียวกันอาหารชนิดนี้ยังมีรูปทรงคล้ายเงินในสมัยโบราณ การกินเกี๊ยวจึงหมายถึงการนำเงินทองเข้ามาสู่ตัว และเมื่อใส่เงินลงไปในเกี๊ยวด้วยแล้ว หลังจากต้มเกี๊ยวเสร็จแล้ว ใครที่กินโดนเกี๊ยวห่อเหรียญก็จะถือว่าจะมีโชคลาภในปีต่อมานั่นเอง
นอกจากธรรมเนียมที่เป็นสิริมงคลนี้แล้วยังมีเรื่องเล่าเล็กๆน้อยๆ :
ในยุคที่พระนางซูสีไทเฮาเป็นพระราชินี ทุกๆปีในวันส่งท้ายปีเก่า คนเก่าคนแก่ในครอบครัวของพระนางซูสีไทเฮา ต้องนำพระราชินีและบรรดาสนมทั้งหลายมาห่อเกี๊ยวด้วยกัน เพื่อกันไม่ให้ผู้คนพูดเรื่องไร้สาระ และนั่นเองว่ากันว่าพวกนางห่อเองกับมือ แต่ความเป็นจริงแล้วเป็นเหล่าขันทีและนางข้าหลวงที่ห่อแทน อย่างไรก็ตามเกี๊ยวหม้อนี้จะต้องมีเกี๊ยวสี่ตัวที่ห่อเหรียญทองคำขนาดเล็กไว้ตัวละหนึ่งเหรียญ ขันทีที่ฉลาดจะต้องจำได้อย่างแม่นยำว่าเกี๊ยวตัวใดที่ห่อเหรียญทองคำไว้ หลังปรุงสุกเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำไปถวายแด่พระนางซูสีไทเฮา ดังนั้นสำหรับการกินเกี๊ยวทุกปี เมื่อพระนางซูสีไทเฮาอ้าปากเคี้ยว เหรียญทองคำก็ต้องกระทบกันฟันเป็นแน่ ดังนั้นจึงต้องระวังไม่ให้กระทบรุนแรงเกินไป โดยพระนางต้องมีสติอยู่เสมอ หลังจากพระนางคายเหรียญทองที่หนึ่ง สอง สาม สี่ออกมา ทุกคนก็ล้วนยินดีปรีดา พระนางซูสีไทเฮาเองก็รู้สึกว่าตนเองได้รับโชคเหมือนกับตัวละครในนวนิยายเรื่องความฝันในหอแดงที่ชื่อเจียหมู่ซึ่งเป็นผู้เล่นไพ่แล้วชนะเสมอ ซึ่งพระนางเองก็ไม่เข้าใจสิ่งที่ครอบครัวเจตนาทำให้นี้ เหมือนจะรู้แต่ก็ไม่รู้ แต่ไม่ว่าจะรู้หรือไม่ก็ตาม โชคลาภนี้ก็เป็นสิ่งที่พระนางควรจะได้รับและคุ้นชินกับมัน
พูดแล้วก็แปลก ในปีค.ศ.1908 ซึ่งเป็นปีที่พระนางซูสีไทเฮาสวรรณคต ในปีนั้นเองพระนางได้กินเกี๊ยวที่มีเหรียญทองคำเพียงแค่สามตัวเท่านั้น และนั่นอาจจะนำความอัปมงคลมาให้พระนางก็เป็นได้ เมื่อราชวงศ์ชิงได้ดำเนินมาถึงช่วงเวลานี้ เคราะห์ดีก็ค่อยๆหมดไป พวกขันทีก็ต่างไม่มีความรับผิดชอบเท่าใดนัก และอย่างไม่ทันได้ระวัง เกี๊ยวห่อเหรียญที่เหลืออยู่หนึ่งตัวนั้นถูกจักรพรรดินีหลงยู่กินโดนไปอย่างไม่ตั้งใจ พระนางไม่กล้าที่จะบอกใคร จึงเรียกขันทีมาอย่างเงียบๆแล้วบังคับให้เขาเอาเหรียญไป ขันทีจึงได้แอบเอาเหรียญทองไปใส่ไว้ในหม้อต้มเกี๊ยว แล้วทำเป็นว่าตัวเกี๊ยวได้แตกออกเอง ทำให้เหรียญตกลงมาในหม้อนั่นเอง เมื่อควานหาในหม้อ แล้วพบเหรียญทองแล้วนั้น พระนางซูสีไทเฮา จึงรู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหน่อย ความกระวนกระวายใจก็ค่อยๆบรรเทาลง อย่างไรก็ตามเมื่อถึงช่วงปลายปีของปีถัดไป พระนางซูสีไทเฮาก็ได้ป่วยเป็นโรคบิด อยู่ได้ประมาณสองเดือนกว่าๆ ก็ทนไม่ไหว สวรรณคตในที่สุด
​คนจีนให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องโชคลาภมาก ธรรมเนียมเล็กๆนี้จึงเป็นที่นิยมในหมู่ผู้คนตั้งแต่ยุคโบราณที่ใช้เหรียญทองแดงจนถึงยุคที่ใช้เหรียญปัจจุบัน
ทุกวันนี้หลายคนไม่ได้ใส่เหรียญในเกี๊ยวแล้ว เนื่องจากความกังวลด้านสุขอนามัยแต่จะใส่ถั่วลิสง น้ำตาลแทน ทำให้ทั้งหวานทั้งมีโชคไปในคราเดียวกัน