Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


เรื่องเล่าเกี่ยวกับทางหวงเฉวียน สะพานไน่เหอ และน้ำแกงยายเมิ่ง ทางหวงเฉวียน (ทางน้ำพุเหลือง)

เรื่องเล่าเกี่ยวกับทางหวงเฉวียน สะพานไน่เหอ และน้ำแกงยายเมิ่ง
ทางหวงเฉวียน (ทางน้ำพุเหลือง)
ที่ประเทศจีน เล่ากันว่าหลังจากคนตายแล้ว ยมทูตดำและยมทูตขาว เจ้าพนักงานรับวิญญาณแห่งปรโลกจะรีบมารับวิญญาณของผู้ตาย และพาพวกเขาไปปรโลกเพื่อให้พญายมราชผู้เป็นตุลาการสูงสุดของที่นั่นพิพากษา เพื่อตัดสินว่าพวกเขาจะได้ขึ้นสวรรค์ไปเป็นเทพ ไปเกิดใหม่เป็นมนุษย์อีกครั้ง หรือจะต้องไปทนทุกข์ทรมานในนรกสิบแปดขุม เมื่อวิญญาณของผู้ตายมารายงานตัวที่ปรโลกจะต้องเดินบนทางที่ยาวมากสายหนึ่งและผ่านด่านจำนวนมาก ความหมายแรกของคำว่าทางหวงเฉวียนหรือทางน้ำพุเหลือง ก็คือคำเรียกด่านและเส้นทางเหล่านี้ ส่วนอีกความหมายหนึ่งหมายถึงทางช่วงหนึ่งระหว่างเส้นทางนี้ที่มีชื่อเฉพาะว่าทางหวงเฉวียน
บนทางหวงเฉวียนมีดอกปี่อั้น (ดอกฮิกันบานะ หรือ Red Spider Lily) สีแดงเพลิง ดอกปี่อั้นเป็นดอกไม้ที่รู้โดยทั่วไปว่าเติบโตอยู่ริมฝั่งแม่น้ำซานถู (แปลตรงตัวว่าแม่น้ำสามสาย เป็นแม่น้ำที่กั้นระหว่างโลกของคนเป็นกับคนตาย) ดอกไม้ชนิดนี้บานอยู่ที่ทางหวงเฉวียนเป็นจำนวนมาก เมื่อมองจากที่ไกลๆแล้วคล้ายกับพรมที่ชโลมไปด้วยเลือด บริเวณนี้เป็นทิวทัศน์และสีสันเพียงหนึ่งเดียวบนทางหวงเฉวียนที่ทอดยาว และเพราะสีที่แดงจัดราวกับไฟจึงถูกเรียกว่า “ทางเพลิงโชติช่วง” คนจะต้องเดินผ่านดอกปี่อั้นที่นำทางไปยังที่ควบคุมดูแลวิญญาณแห่งปรโลก เล่ากันว่ากลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดนี้มีพลังลี้ลับที่สามารถเรียกความทรงจำเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ของผู้ตายได้
ต่อจากนั้นผู้ตายยังต้องข้ามแม่น้ำวั่งชวน สะพานไน่เหอ ก้าวผ่านหินซานเซิง ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งและอื่นๆอีก ดังนั้นเวลามีคนตาย ชาวจีนจึงเรียกว่า ไปทางน้ำพุเหลือง
สะพานไน่เหอ (สะพานแห่งความจนใจ)
เล่ากันว่ามีเส้นทางสายหนึ่งเรียกว่าทางหวงเฉวียน แม่น้ำสายหนึ่งเรียกว่าแม่น้ำวั่งชวน (แม่น้ำลืมเลือน) เหนือแม่น้ำมีสะพานชื่อว่าสะพานไน่เหอ (สะพานแห่งความจนใจ) เดินข้ามสะพานไน่เหอไปจะมีหอดินชื่อว่าหอวั่งเซียง (หอทอดอดีต) ข้างหอวั่งเซียงมีหญิงชรานามยายเมิ่งกำลังขายน้ำแกงยายเมิ่งอยู่ ริมแม่น้ำวั่งชวนมีหินก้อนหนึ่งเรียกว่าหินซานเซิง (หินสามชาติ) น้ำแกงยายเมิ่งจะทำให้เราลืมทุกอย่าง หินซานเซิงจะบันทึกเรื่องราวในชาติก่อนและชาตินี้ของเรา เมื่อเราเดินข้ามสะพานไน่เหอ มองโลกมนุษย์เป็นครั้งสุดท้ายบนหอวั่งเซียง และดื่มน้ำต้มจากแม่น้ำวั่งชวนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพยายามไล่ตาม “ชาตินี้ที่ได้พานพบแต่ไร้วาสนาได้ครองคู่” อีก
สะพานไน่เหอแห่งนี้เป็นพรมแดนเพื่อเริ่มต้นการกลับชาติมาเกิดครั้งใหม่
บนสะพานที่ทำจากหินปูนมีบันไดห้าขั้น ฝั่งตะวันตกเป็นทางสำหรับผู้หญิง ฝั่งตะวันออกเป็นทางสำหรับผู้ชายตามหลักซ้ายหยินขวาหยาง “หากใครตายตอนอายุเก้าสิบเจ็ด ต้องมารอที่สะพานไน่เหอสามปี” (เนื้อเพลงจากละครเพลงเรื่องหลิวซานเจี่ย) การรอคอยนับพันปี คำสัญญานับร้อยปี บางทีบุพเพระหว่างสามีภรรยาในชาตินี้อาจเริ่มต้นที่นี่ และสิ้นสุดลงที่นี่เช่นเดียวกัน
ขณะที่เดินอยู่บนสะพานไน่เหอ เป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่มีความทรงจำของชาตินี้ ช่วงเวลานี้ผู้คนมากมายยังยึดมั่นถือมั่นกับความปรารถนาที่ยังไม่จบสิ้นในชาติก่อน แล้วก็จะค่อยๆเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าสุดท้ายแล้วความปรารถนาเหล่านี้จะไม่มีวันสำเร็จ จึงจะส่งเสียงถอนหายใจยาวๆออกมาทีหนึ่ง นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สะพานที่เชื่อมต่อการกลับชาติมาเกิดแต่ละครั้งแห่งนี้ชื่อว่าสะพานไน่เหอหรือสะพานแห่งความจนใจ
ตำนานเรื่องยายเมิ่ง
ยายเมิ่งเป็นตัวละครในเทพนิยายของเผ่าฮั่นสมัยโบราณ มักจะอยู่ริมสะพานไน่เหอ คอยมอบน้ำแกงยายเมิ่งให้วิญญาณทุกดวงที่เดินมุ่งหน้าไปเกิดใหม่ เพื่อลบความทรงจำของวิญญาณเหล่านี้
ในตำนานสมัยโบราณของชาวจีน ยายเมิ่งเป็นขุนนางในปรโลกที่ควบคุมดูแลเรื่องการลบความทรงจำของวิญญาณที่จะไปเกิดใหม่โดยเฉพาะ ในหมู่ชาวบ้าน มีคำอธิบายที่แพร่หลายเรื่องต้นกำเนิดของยายเมิ่งอยู่สามแบบ
คำอธิบายแบบแรกกล่าวว่า หลังการบุกเบิกฟ้าดินครั้งแรก ได้แบ่งโลกออกเป็นสวรรค์ แดนใต้ดิน และโลกมนุษย์ สวรรค์ยิ่งใหญ่ที่สุด คอยควบคุมดูแลทุกอย่าง โลกมนุษย์เรียกอีกอย่างว่าโลกหยาง และแดนใต้ดินเรียกว่าปรโลก สามโลกแบ่งแยกชัดเจน ไม่ว่าจะบนฟ้าหรือใต้ดิน เทพเซียนหรือขุนนางปรโลก ต่างก็มีหน้าที่ของตนเอง ยายเมิ่งอยู่ในโลกมาตั้งแต่สามโลกแยกออกจากกัน เดิมนางเป็นขุนนางอิสระบนสวรรค์ ภายหลังเพราะเห็นมนุษย์มีบุญคุณความแค้นมากมาย ต่อให้ตายแล้วก็ยังไม่ยอมปล่อยวาง จึงลงมาที่ริมแม่น้ำวั่งชวนในปรโลก ตั้งหม้อขนาดใหญ่อยู่ที่หัวสะพานไน่เหอ นำอารมณ์ความคิดที่ปล่อยวางไม่ลงของมนุษย์มาปรุงแต่งเป็นน้ำแกงยายเมิ่งให้วิญญาณดื่ม วิญญาณก็จะลืมความรัก ความเกลียดชัง ความรู้สึก และความแค้นทั้งหมด ปล่อยวางเรื่องในตอนที่ยังมีชีวิต และเข้าสู่การเวียนว่ายตายเกิดครั้งใหม่ คำอธิบายนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกในคัมภีร์โบราณของลัทธิเต๋าในยุคชุนชิวจ้านกว๋อ
คำอธิบายแบบที่สองกล่าวว่า ยายเมิ่งก็คือเมิ่งเจียงหนี่ว์ หลังจากที่เมิ่งเจียงหนี่ว์ในอดีตร้องไห้จนกำแพงเมืองจีนถล่ม นางได้เห็นซากศพใต้กำแพงเมืองจีนจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ก็หาโครงกระดูกของสามีไม่เจอ เพื่อให้ลืมความทรงจำที่ทุกข์ทรมานอย่างมากนี้ได้ จึงต้มน้ำแกงยายเมิ่งที่ทำให้คนลืมความทรงจำไป ต่อมาสวรรค์รับรู้ความรู้สึกคิดถึงสามีของนางแล้วประทับใจมาก จึงไม่ให้นางทุกข์ทรมานจากการเวียนว่ายตายเกิดอีก และให้นางต้มน้ำแกงยายเมิ่งอยู่ข้างสะพานไน่เหอ เพื่อให้เหล่าวิญญาณที่จะเข้าสู่วงจรการเวียนว่ายตายเกิดลืมทุกอย่างในชาติที่แล้ว ด้วยความคิดที่ว่า “ชาติก่อนจบลงแล้ว ความดีความชั่วในชาตินี้เริ่มต้นจากจิตใจที่ดีงาม” คำอธิบายแบบนี้เริ่มแพร่หลายอย่างกว้างขวางในราชวงศ์หยวน พบมากในบันทึกของปัญญาชนสมัยราชวงศ์หมิงและชิง และเป็นคำอธิบายที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางที่สุดแบบหนึ่ง ในบรรดาตำนานเรื่องยายเมิ่งที่มีมากมาย คำอธิบายนี้มีความเป็นสัจนิยมที่สุด
คำอธิบายแบบที่สามกล่าวว่า ยายเมิ่งมีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ศึกษาตำราของลัทธิขงจื๊อมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นก็เริ่มอ่านพระไตรปิฎก ตอนที่นางยังมีชีวิตไม่เคยหวนคิดเรื่องอดีต และไม่เคยคิดเรื่องอนาคต เพียงคอยเตือนคนอื่นอย่างตั้งใจว่าอย่าฆ่าสัตว์และให้กินเจ นางครองพรหมจรรย์จนอายุ 81 ปี นางรู้แค่ว่าตนเองแซ่เมิ่ง คนจึงเรียกนางว่า “ท่านยายแซ่เมิ่ง” ต่อมายายเมิ่งขึ้นไปบำเพ็ญเพียรบนภูเขาจนถึงหลังสมัยฮั่น ในตอนนั้นมนุษย์ยังจำเรื่องราวในชาติก่อนได้ จึงมักจะเปิดเผยเรื่องของตน ดังนั้นสวรรค์จึงมีบัญชาแต่งตั้งให้ยายเมิ่งเป็นเทพในปรโลก และสร้างหออวี้วั่ง (หอดื่มน้ำลืมเลือน) ให้นาง
ในตำนานนี้ ยายเมิ่งไม่ได้มีรูปลักษณ์เป็นหญิงชรา แต่เป็นหญิงงามแห่งยุค นางต้มน้ำแกงยายเมิ่งครั้งแรกเพื่อให้ตนเองลืมอดีต ความทรงจำเพียงหนึ่งเดียวของยายเมิ่งก็คือตอนที่นางส่งน้ำแกงยายเมิ่งให้วิญญาณที่ผ่านไปมาบนสะพานไน่เหอ

黄泉路奈何桥孟婆汤的相关故事
黄泉路
在中国,传说人死后,会有阴间的捕快黑白无常来捉拿人的魂魄,把他们带到阴曹地府去接受阴间大法官阎罗王的审判,以决定他们是升天做神仙;或再次投胎做人;还是打入十八层地狱去受苦。人的魂魄到阴间报到要走很长一段路,过很多的关;黄泉路一是对这些关和路程的总称;另一种是专指这一路程中的一段叫黄泉路的路。
在黄泉路上有火红的彼岸花。彼岸花是一般认为是生长在三途河边的接引之花。在那儿大批大批的开着这花,远远看上去就像是血所铺成的地毯, 又因其红的似火而被喻为“火照之路” 也是这长长黄泉路上唯一的风景与色彩。人就踏着这花的指引通向幽冥之狱。花香传说有魔力,能唤起死者生前的记忆。
接下来还要过忘川河,奈何桥,跨过三生石,喝孟婆汤等等。因此中国人称人死了叫赴黄泉。
奈何桥
相传有一条路叫黄泉路,有一条河叫忘川河,上有一座桥叫奈何桥。走过奈何桥有一个土台叫望乡台,望乡台边有个老妇人在卖孟婆汤,忘川河边有一块石头叫三生石,孟婆汤让你忘了一切,三生石记载着你的前世今生。我们走过奈何桥,在望乡台上看最后一眼人间,喝杯忘川河水煮,“今生有缘无份”又何必强求。
此桥为界,开始新的一个轮回
青石桥面,五格台阶,桥西为女,桥东为男,左阴右阳。“谁若九十七岁死,奈何桥上等三年”。千年的回眸,百年的约定。也许这一世的夫妻情缘,开始于斯,恩断于此。
走在奈何桥上时,是一个人最后拥有今世记忆的时候。这一刻,很多人还执着于前世未了的意愿,却又深深明白这些意愿终将无法实现,就会发出一声长长的叹息。这也是这座连接各世轮回的桥命名为奈何桥的原因。
孟婆的故事传说
孟婆是古代汉族神话传说中的人物,常驻在奈何桥边。她为所有前往投胎的灵体提供孟婆汤,以消除鬼魂的记忆。
在中国的古代传说里,孟婆是地府中专司掌管把生魂抹去记忆的阴使,关于孟婆的由来,民间最多的通常有三种说法:
一说鸿蒙初开,世间分为天地人三界,天界最大掌管一切,人间即所谓的阳世,地即为阴曹地府。三界划定,无论天上地下,神仙阴官,俱都各司其职。孟婆从三界分开时便已在世上,她本为天界的一个散官。后因看到世人恩怨情仇无数,即便死了也不肯放下,就来到了阴曹地府的忘川河边,在奈何桥的桥头立起一口大锅,将世人放不下的思绪炼化成了孟婆汤让阴魂喝下,便忘记了生前的爱恨情仇,卸下了生前的包袱,走入下一个轮回。这种说法最早出现在春秋时期的道家典籍里。
二说所谓的孟婆就是孟姜女,昔日孟姜女哭倒长城之后,眼见长城之下尸骸无数,再也找不到丈夫的尸骨。为了能忘记这些痛苦万分的记忆,就熬制了能使人忘记记忆的孟婆汤。后来上天念她思夫之情感天动地,就免了她的轮回之苦。让她在奈何桥畔熬制孟婆汤,让参与轮回的阴魂们忘记前世的一切。即所谓:“前世已了,今生善恶唯本心所念。”之意。这一说从元朝开始广为流传,到明清时期多见于文人笔记之中,亦是至今民间流传最广的一种说法。在关于孟婆的诸多传说中,倒是这个说法颇具某种现实主义色彩。
三是孟婆生于西汉时代,自小研读儒家书籍,长大后,开始念诵佛经。她还在世时,从不回忆过去,也绝不想未来,只是一心一意地劝人不要杀生,要吃素。一直到她八十一岁,依然是处女之身。她只知道自己姓孟,于是人称她为“孟婆老奶”。后来,孟婆老奶入山修行,直到后汉。因为当时世人有知前世因者,往往泄露天机,因此,上天特命孟婆老奶为幽冥之神,并为她造筑醧忘台。
在这个传说里,孟婆其实不是什么老奶奶一类的人物,是一位绝世美女,孟婆初制孟婆汤的原因是为了忘记自己的过去,孟婆的唯一记忆是给在奈何桥上来来往往的幽魂送上一碗孟婆汤。
ที่มาของบทความ : https://www.azg168.cn/zhonghuaminsu/lingyikongbu/166101.html