Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


伯牙予期的故事

伯牙予期的故事
​春秋时,楚国有个音乐天才,名叫俞伯牙,精通音乐,擅长弹古琴。但他总觉得自己的琴声还不能充分地表现大自然的美。于是,他又拜师学艺,跟着老师各地欣赏风光,从大自然中寻找灵感。
​他们先是登上了巍峨的泰山,倾听空谷足音; 又乘船来到东海的蓬莱岛上,倾听大海的呼吸。伯牙望着一望天际的大海,波涛汹涌,涛声阵阵; 海鸥在蓝天下翩翩飞舞,还不时的鸣叫几声。伯牙觉得这真是天籁之音,他取出古琴,面朝大海席地而坐,神情肃穆地弹奏起来,这一次他终于把大自然的美妙融进了琴声里。
​俞伯牙將这两首曲子命名为《高山》《流水》。但最如此美妙的琴声却无人能懂,他感到十分孤独和寂莫。
​有一次,俞伯牙乘船沿江游览。船来到一座高山附近,这时候,突然下起了大雨,只好停靠岸边避雨。伯牙听着哗哗的雨声,望着雨滴打在江面上溅起一朵朵水花,忍不住琴兴大发。伯牙听雨弹琴,正弹得投人,突然感觉到琴弦上有一样的颤抖,这是琴师的心灵感应,说明附近有人在听琴。伯牙走出船外,果然看见一个樵夫正站在岸边淋着雨欣赏他的琴声。伯牙把樵夫请到了船上,原来这个樵夫叫钟子期,他被伯牙悠扬的琴声吸引住了,因为听得太专心了,完全忘记了还在下雨。伯牙见此人痴迷琴声,高兴地说: “我再为你弹两首曲子,好吗?” 钟子期立即表示愿意洗耳恭听。伯牙弹完一曲《高山》,钟子期赞叹道: “这琴声雄伟而庄重,我好像看到了巍峨的泰山一样!” 伯牙又弹了一曲《流水》,钟子期忍不住赞叹道: “我好像看见滚滚的流水、无边的大海一样!” 伯牙十分激动,对钟子期说: “这个世界上只有你听懂了我的琴声、我的心声,你真是我的知音啊!” 于是两个人约定,两年后再到这江边聚会。
​两年一晃而过,伯牙再次来到江边,钟子期却没有露面。俞伯牙多方打听才知道,原来钟子已经病死了。听到这个消息,伯牙悲痛欲绝,他来到昔日好友的坟前,号嚎啕大哭。伤心之余,他慢慢坐下,取出随身携带的古琴,深情地弹了起来。他先弹奏了一首悲伤的曲子来怀念知音,又弹了两年前他们相遇时弹过的《高山》和《流水》。琴声还是那么悠扬,但是斯人已逝,再也没人能像钟子期那样欣赏这琴声了。最后,伯牙站了起来,难过得说: “这个世界上唯一懂我的知音都不在了,这琴还弹给谁听啊!” 说完,他高高地举起自己最心爱的古琴,重重地砸在地上,琴碎了。这是俞伯牙一生中最后一次弹琴,从此以后,俞伯牙再也没有弹过琴了。
​千金易得,知音难遇,所以人们常说 “人生得一知己足矣!” 两千多年来,《高山》《流水》这两支著名的古琴曲保留下来,伯牙摔琴谢知音的故事也在民间世代相传。

​สมัยราชวงศ์ชุนชิว แคว้นฉู่มีนักดนตรีเปี่ยมพรสวรรค์คนหนึ่ง ชื่อว่าอวี๋ปั๋วหยา เขามีความสามารถด้านดนตรีเป็นเลิศ และดีดกู่ฉินได้อย่างไพเราะ ทว่าเขารู้สึกว่าเสียงกู่ฉินของตนเองยังไม่สามารถแสดงความงามของธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น เขาจึงร่ำเรียนวิชาจากอาจารย์ ทั้งยังเที่ยวชมทิวทัศน์ทั่วหล้า ค้นหาแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ
​ก่อนหน้า พวกเขาปีนเขาไท่ชานที่สูงชัน สดับฟังเสียงหาฟังยากในบริเวณเปล่าเปลี่ยว ขึ้นเรือไปเกาะเผิงไหลในทะเลตงไห่ ฟังเสียงลมหายใจของท้องทะเลกว้าง ปั๋วหยาทอดมองท้องทะเลกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา คลื่นสูงซัดสาดเสียงดัง นกนางนวลบินเล่นลมบนฟ้าสีคราม ส่งเสียงร้องประสานกันไม่ขาด ปั๋วหยารู้สึกว่านี่คือเสียงจากธรรมชาติโดยแท้ เขาหยิบกู่ฉินออกมา นั่งลงบนพื้นดินโดยหันหน้าไปทางทะเลกว้างใหญ่ ครั้งนี้แหละที่เขาสัมผัสได้ว่าในที่สุดความงดงามของธรรมชาติก็ผสานเข้ากับเสียงกู่ฉินแล้ว
​อวี๋ป๋อหยาตั้งชื่อเพลงทั้งสองว่า “เกาชาน (ภูเขาสูง)” และ “หลิวฉุ่ย (น้ำไหล)” ทว่าบทเพลงที่ไพเราะที่สุดนี้กลับไม่มีใครสามารถเข้าใจได้ เขารู้สึกโดดเดี่ยวและเปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน
​มีครั้งหนึ่ง อวี๋ปั๋วหยาล่องเรือเที่ยวชมธรรมชาติ เรือแล่นมาถึงแถวภูเขาสูง ตอนนี้เอง จู่ๆ ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ ทำให้ต้องขึ้นฝั่งไปหลบฝน ปั๋วหยาฟังเสียงซ่าๆ ของฝน จ้องมองหยาดฝนตกกระทบผิวแม่น้ำแตกเป็นละออง เกิดแรงบันดาลใจในการดีดกู่ฉินอย่างมิอาจต้านทาน ปั๋วหยาฟังเสียงฝนและดีดกู่ฉิน ขณะกำลังดีดอยู่เพลินๆ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าสายกู่ฉินมีการสั่นสะเทือนอย่างหนึ่ง นี่เป็นการสื่อของนักดีดกู่ฉิน บ่งบอกว่ามีคนกำลังฟังเสียงกู่ฉินอยู่ ปั๋วหยาเดินออกมาจากเรือ เห็นคนตัดไม้ตัวเปียกโชกยืนฟังเสียงกู่ฉินอยู่อย่างที่คาดไว้ ปั๋วหยาเชิญคนตัดไม้ขึ้นมาบนเรือ คนตัดไม้คนนี้ชื่อว่าจงจื่อชี เขาถูกเสียงกู่ฉินสุดไพเราะของปั๋วหยาดึงดูด เพราะมัวแต่ยืนฟังนอย่างเผลอไผล จึงลืมไปเสียสนิทว่ายังอยู่กลางฝน ปั๋วหยาเห็นมีคนหลงใหลในเสียงกู่ฉิน ก็ว่าอย่างดีใจ “เดี๋ยวข้าดีดให้ฟังอีกสองเพลง ดีไหม” จงจื่อชีแทบจะล้างหูรอฟังทันที ปั๋วหยาดีดเพลง “เกาชาน” จบไปหนึ่งเพลง จงจื่อชีตะลึงงันไป “เสียงกู่ฉินนี้หนักแน่นและจริงจัง ข้าเห็นภาพเขาไท่ชานที่สูงชันเลย!” ปั๋วหยาดีด “หลิวฉุ่ย” จบไปอีกเพลง จงจื่อชีก็ยังตะลึงอย่างอดรนทนไม่ได้ “ข้าเห็นภาพน้ำไหลเป็นคลื่น เหมือนทะเลกว้างใหญ่เลย!” ปั๋วหยารู้สึกพึงพอใจอย่างมาก พูดกับจงจื่อชีว่า “บนโลกนี้มีแต่เจ้าที่เข้าใจเสียงกู่ฉินข้า เสียงในใจข้า เจ้าเป็นมิตรแท้ของข้าจริงๆ!” ทั้งสองจึงให้สัญญาแก่กันว่า สองปีให้หลังจะกลับมาพบกันที่ริมแม่น้ำแห่งนี้อีก
​สองปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ปั๋วหยาไปที่ริมแม่น้ำอีกครั้ง ทว่าจงจื่อชีกลับไม่โผล่หน้ามาให้เห็น อวี๋ปั๋วหยาเที่ยวถามคนไปทั่วจึงเพิ่งรู้ว่า จงจื่อชีป่วยตายไปแล้ว ได้ฟังความสูญเสียนี้ ปั๋วหยาเสียใจแทบตาย เขามาที่หลุมศพของเพื่อนเก่าครั้งวันวาน ร้องไห้เสียยกใหญ่ ร้องไห้จนพอใจแล้วก็ค่อยๆ นั่งลง หยิบกู่ฉินคู่ใจออกมา เริ่มดีดด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง เขาเริ่มบรรเลงเพลงเศร้าเป็นการหวนคิดถึงเพื่อนแท้ก่อน แล้วจึงดีดเพลง “เกาชาน” และ “หลิวฉุ่ย” ที่เคยดีดเมื่อครั้งที่พบกัน เสียงกู่ฉินช่างไพเราะจับใจ แต่คนตายไปแล้วไม่อาจหวนคืนมา ทั้งยังไม่มีใครจะมาดื่มด่ำกับเสียงกู่ฉินนี้ได้เหมือนกับจงจื่อชีอีกแล้ว สุดท้าย ปั๋วหยาลุกขึ้นยืน และเอ่ยอย่างโศกเศร้า “เพื่อนรักที่เข้าใจข้าเพียงคนเดียวบนโลกนี้ไม่อยู่แล้ว แล้วกู่ฉินนี่ยังจะดีดให้ใครฟังได้อีก!” ว่าจบ เขาก็ยกกู่ฉินที่ตนรักที่สุดขึ้นสูง แล้วทุ่มลงบนพื้นอย่างแรงจนกู่ฉินหัก นี่เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่อวี๋ปั๋วหยาดีดกู่ฉิน หลังจากนั้น อวี๋ปั๋วหยาก็ไม่เคยดีดกู่ฉินอีกเลย
​เงินทองหาง่าย แต่เพื่อนแท้หายาก ดังนั้นผู้คนจึงพูดบ่อยๆ ว่า “เพื่อนแท้มีคนเดียวก็พอแล้ว!” สองพันกว่าปีมานี้ “เกาชาน” และ “หลิวฉุ่ย” สองเพลงนี้เป็นเพลงกู่ฉินที่โด่งดังและตกทอดต่อมา และเรื่องของปั๋วหยาที่พังกู่ฉินของตนทิ้งเพราะเพื่อนรักก็เป็นที่เล่าขานต่อกันมาในหมู่ผู้คน

ผู้แปล : กฤตยา มีศรี (穆天昕)
ที่มาของบทความ : หนังสือ 中级华文 (上册) (新丝路华文系列教材) โดย 郭熙 邵宜