Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


ถงหย่างสี

ถงหย่างสี(童养媳) ประเพณีการเลี้ยงเจ้าสาวเด็กในสมัยจีนโบราณ

ประเพณี “ถงหย่างสี” เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ไต้เหนียนสี” หรือ “หย่างสี” เป็นประเพณีที่บ้านของฝ่ายสามีจะรับเลี้ยงดูทารกหญิงหรือเด็กหญิงและรอจนกว่าเด็กหญิงคนนั้นเติบโตขึ้น แล้วจึงจัดงานแต่งงานอย่างเป็นทางการให้ ถงหย่างสีเป็นประเพณีที่ผู้คนนิยมทำกันอย่างมากในสมัยราชวงศ์ชิง เด็กหญิงที่ถูกรับมาเลี้ยงทุกคนนั้นจะเป็นเด็กหญิงอายุน้อย แต่บางคนที่อายุถึงเกณฑ์แต่งงานในกฎหมายสมัยราชวงศ์ชิงแล้วก็จะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสามีเพื่อรอให้สามีเติบโตจนอายุถึงเกณฑ์
สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นภาพของถงหย่างสีได้ดีก็คือ หลังจากสมัยราชวงศ์ฉินและฮั่น พระจักรพรรดิจะเลือกเด็กหญิงที่มีชาติตระกูลสูงเข้าวัง และเมื่อเด็กหญิงเติบโตก็จะกลายเป็นนางสนมของจักรพรรดิ หรือพระชายาผู้ให้กำเนิดบุตร
ถงหย่างสีนั้นเป็นสิ่งที่นิยมทำกันมากในประเทศจีนสมัยก่อน เป็นการรับเลี้ยงเด็กหญิงตั้งแต่เล็กหลังจากเติบโตขึ้นแล้วก็จะกลายเป็นเจ้าสาวของลูกชายในบ้าน สาเหตุที่ทำให้ถงหย่างสีเป็นประเพณีที่แพร่หลายก็คือ สังคมในสมัยก่อนนั้นทั้งยากจนและล้าหลังเป็นอย่างมาก คุณภาพชีวิตของคนทั่วไปย่ำแย่ถึงขีดสุด
สมัยก่อน มีคนจำนวนมากไม่สามารถหาเจ้าสาวมาแต่งงานได้เพราะความยากจนของครอบครัว และเพื่อแก้ปัญหานี้ พวกเขาจึงได้รับเลี้ยงเด็กหญิงคนหนึ่งมาทำถงหย่างสีและรอจนเธออายุ 14 ปีจึงจัดงานแต่งงานให้ ตอนที่เด็กหญิงอายุได้ 5 ขวบ ก็จะให้เธอและลูกชายทำ “หยวนฝาง” (圆房) ในวันนั้นเด็กหญิงและเจ้าบ่าวจะสวมใส่ชุดเสื้อผ้าที่สะอาด ช่วยกันทำเมนูอาหารง่าย ๆ สัก 3-4 อย่างเลี้ยงญาติสนิทมิตรสหาย การทำเช่นนี้เป็นการเตรียมตัวสำหรับการแต่งงาน ทั้งยังช่วยลดปัญหาและประหยัดเงินได้ด้วย
​สำหรับครอบครัวที่ยากจน เวลาจะรับเลี้ยงเด็กหญิงมาทำถงหย่างสีนั้น ส่วนมากมักจะรับเด็กหญิงที่มาจากต่างเมืองหรือพื้นที่ประสบภัยพิบัติ หรือไม่ก็เก็บทารกหญิงที่ถูกทิ้งข้างทางมา หรือซื้อตัวเด็กหญิงที่เป็นเหยื่อจากการถูกติดสัญลักษณ์ฟางไว้ที่หัวซึ่งมีความหมายว่าขายมา (插草标) หลังจากที่เด็กหญิงเหล่านี้ถูกรับเลี้ยง พวกเธอก็จะไม่ถูกส่งตัวไปศึกษาเล่าเรียน แต่จะให้อยู่บ้านเพื่อทำงานบ้าน และหากเจอแม่ยายใจร้ายก็จะต้องทนทุกข์จากการโดนทุบตีหรือโดนด่าทอ ต้องทนใช้ชีวิตที่แสนเจ็บปวดจนถึงที่สุด
และถ้าเด็กหญิงเติบโตขึ้นจนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องทำ “หยวนฝาง” แต่เธอไม่ยินยอม ก็จะถูกใช้วิธีบังคับที่โหดร้ายจนต้องทำ ดังนั้นเด็กหญิงเหล่านี้จึงถูกบังคับให้แสดงบทบาทของเจ้าสาวตั้งแต่ยังเด็ก
หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะ ประเทศจีนก็ได้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการแต่งงาน ปัญหาการรับเลี้ยงเด็กหญิงมาทำถงหย่างสีที่ยังคงมีอยู่ในบางพื้นที่สุดท้ายแล้วก็ได้รับการแก้ไขจนหมด แต่ก็ยังคงมีพื้นที่ที่ห่างไกลบางพื้นที่ไม่ได้จริงจังกับการแก้ปัญหานี้นัก และทุกวันนี้ประเพณีถงหย่างสีก็คงมีอยู่
ข้อมูลบางส่วนที่พบในอินเทอร์เน็ตระบุว่า ในมณฑลฝูเจี้ยนมีหมู่บ้านหนึ่งที่ชื่อผิงหยาง ในหมู่บ้านแห่งนี้มีคนที่ถูกทำถงหย่างสีเกือบหนึ่งพันคน และยังมีคนจำนวนมากที่แต่งงานกับเจ้าสาวเด็กที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์และยังทำสิ่งที่ผิดกฎหมายเช่นนี้ต่อไป
ในเมืองหลงอิ๋น มณฑลฝูเจี้ยน มีชายแซ่หลัวคนหนึ่ง อายุ 26 ปี ยังไม่เคยแต่งเจ้าสาวให้ครอบครัวหรือตัวเอง และในเมืองเดียวกันนี้ก็มีเด็กหญิงแซ่หวงอายุ 8 ปี ได้ตัดสินใจคู่กับเขา เนื่องจากพ่อของเธอเสียไปแล้วแม่เองก็แต่งงานใหม่ ตระกูลหลัวจึงรับเลี้ยงเด็กหญิงคนนี้มาทำถงหย่างสี จนกระทั่ง 5 ปีต่อมา หลังจากที่พวกเขาพบว่าเด็กหญิงมีประจำเดือนแล้ว จึงจัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ให้ลูกชายวัย 31 ปี และเจ้าสาวที่อายุยังไม่ถึง 14 ปีคนนี้ ทว่าหลังจากงานแต่งงานไม่กี่วัน ตำรวจในท้องที่ได้ทำการจับกุมตัวเจ้าบ่าวสูงวัยคนนี้ตามกฎหมายข้อหากระทำชำเราเด็กสาวที่อายุยังไม่ถึงวัย ดังนั้นสุดท้ายแล้วเจ้าสาวเด็กคนนี้จึงได้รับการช่วยเหลือเอาไว้
สาเหตุที่ทำให้เกิดประเพณีถงหย่างสี
​1.เมื่อครอบครัวที่ยากจนให้กำเนิดลูกสาวและไม่สามารถจะเลี้ยงดูได้ก็จะยกลูกสาวให้คนอื่น และเมื่อลูกสาวเติบโตขึ้นก็จะกลายเป็นเจ้าสาวของบ้านที่รับเลี้ยง
​ 2.การแต่งงานนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่การจัดงานแต่งงานนั้นเป็นเรื่องสิ้นเปลือง สินสอดทองหมั้นก็มาก และประเพณีพวกนี้ก็เป็นเรื่องที่คนทั่วไปมักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นประเพณีถงหย่างสีจึงช่วยลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปได้มาก ฝ่ายชายไม่จำเป็นต้องให้ทรัพย์สินกับตัวเจ้าสาวที่ถูกรับเลี้ยง และเมื่อรอจนกระทั่งถึงการแต่งงานอย่างเป็นทางการ พิธีแต่งงานก็จะจัดให้เรียบง่ายกว่างานใหญ่ ๆ ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวนมาก อีกทั้งยังไม่ต้องจ่ายสินสอดทองหมั้น ไม่มีปัญหาเรื่องบ้านแตกเนื่องจากการแต่งงาน
3.ในสังคมสมัยราชวงศ์ชิงยังมีประเพณีที่พ่อตาแม่ยายหรือตัวสามีจะป่วยหนักล่วงหน้าก่อนแต่งเจ้าสาว ซึ่งประเพณีนี้ถูกเรียกว่า “ชงสี่” โดยคาดหวังว่าความสุขที่เกิดจากการแต่งงานนั้นจะทำให้คนที่ป่วยหายดีได้ในเร็ววัน และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีประเพณีถงหย่างสีเกิดขึ้น ยกตัวอย่างจากคำกล่าวของวังชื่อซึ่งเป็นภรรยาของหลี่โช่ว ในตอนที่เธออายุ 13 ปี เธอได้กล่าวเอาไว้ว่า “ฉันจะเป็นเจ้าสาวของตระกูลหลี่เพื่อพ่อตาแม่ยายที่ป่วยอยู่”
การทำถงหย่างสีทำให้ร่างกายและจิตใจของเด็กหญิงถูกทำลายอย่างโหดร้าย พวกเธอต้องคอยรับความเจ็บปวดจากครอบครัวของฝ่ายสามี โดยเฉพาะความโหดร้ายจากแม่ยาย
ที่มาบทความ : http://news.buzhi.com/gwy/zlxc/42673.html#8595

童养媳
童养媳,又称“待年媳”“养媳”,就是由婆家养育女婴、幼女,待到成年正式结婚。童养媳在清代几乎成为普遍的现象。童养的女孩年龄都很小,有的达到了清代法定婚龄,也待在婆家,则是等候幼小的女婿成年。
  秦汉以后,帝王每选贵戚之幼女进宫,成年后为帝王妃嫔,或赐予子弟为妻妾,皆为童养媳的一种表现。

旧时,童养媳在我国甚为流行。所谓童养媳,就是从小被人抱养,长大成年后,就要成为那家的儿媳妇。之所以盛行童养媳,原因就是当时的社会非常贫穷落后,老百姓的生活十分低下。
  在旧社会,众多的民众因家境贫寒而娶不起儿媳妇,为了解决这个问题,他们就跑到外地抱养一个女孩来做童养媳,待长到十四、五岁时,就让她同儿子“圆房”。这一天,童养媳和新郎只须换上一套乾净的衣服,办几桌简单的酒菜应酬亲朋好友就行了。这样的操办婚事,既省事又省钱。
  贫民家里收养的童养媳,大部分都是从外地或灾区抱养来的,再一个就是从道旁路边拣回来的女弃婴,还有的是从街上插草标卖儿卖女的灾民手中用贱价买回的幼女。这些女孩被抱养回来后,不送去上学读书,整天待在家里做家务。如遇上恶婆,就要经常遭到百般打骂,受尽虐待,过着极其悲惨的生活。等到长大要“圆房”时,如小女孩不肯,就采取强迫手段“圆房”。所以这些童养媳,从小就被迫扮演了一个小媳妇的角色。
  解放后,国家颁布了婚姻法,抱养童养女的问题在有的地区终于得到了彻底解决。但还有一些偏远地区仍未认真重视,童养媳现象依旧存在。我在网上看到的一些资料介绍,福建有一个叫坪洋村的,全村大大小小的童养媳就多达近千名。其中还有的同未成年的童养媳结婚而走上犯罪道路的亦不乏其人,如福建的龙吟镇有个26岁的罗姓村民,因家庭和个人原因一直没有娶到媳妇,同镇的有一个8岁的黄姓女孩因父亲去世,母亲改嫁,经人撮合,罗家就将这名女孩收养为童养媳。5年后,罗家见这女孩的生理期出现反应,于是就大张旗鼓的操办了31岁的儿子和未满14岁的童养媳的婚礼,婚后没有几天,镇派出所就来人将这位大龄新郎逮捕法办,罪名是强奸未成年的幼女,这名童养媳也因此得到了解救。
出现原因
第一,贫穷的人家生下女儿无力养活,就把她给了人,长大了成为抚养者家中的媳妇。
第二,结亲重,婚礼浪费大,陪嫁多,而这种习俗常人又无力抗拒。童养媳习俗可以大大减少这种开支,男方抱养待年媳不需要财礼,等到正式结婚,仪式要比大娶简单得多,不要花多少钱,女家也不要陪嫁妆,没有破家嫁女之忧。
第三,清代社会还有公婆或丈夫病重提前娶媳妇的习俗,这种做法叫做“冲喜”,希望病人好起来,这又成为出现童养媳的一个原因,如上表中提到的李绶馥妻汪氏,13岁时,“为姑疾笃,归李为待年媳”。
童养媳习俗使幼女身心遭到无情的摧残,她们多受夫家,尤其是婆母的虐待。