Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


เพราะเหตุใดผีดิบจีนจึงกระโดดแทนการเดิน? และเพราะเหตุใดจึงกลัวข้าวเหนียว?

僵尸为什么都是跳着走的?僵尸怕糯米是怎么回事?

作为80,90 年代生的人一定很熟悉林正英,这位可以称作是僵尸片专业户,他演的僵尸超级恐怖,那些僵尸简直就是童年时候的噩梦。看僵尸片的朋友们会发现,僵尸们都是双手伸直,脚是跳着走的,为什么不跟人一样走路,要跳着走呢?片子里打败和制服僵尸需要用到糯米,为什么僵尸会怕糯米呢?这有什么样的来由。

僵尸为什么都是跳着走的?

大家对于这种中式的吸血鬼印象不外乎就是惨白的肤色、僵硬且有点腐烂的身体,只能靠小跳跃的方式前进,双手伸直来平衡身体。

这些灵魂受诅咒的尸体也通常会穿着清朝时代官员的官服,可以说跟西方住在城堡里的吸血鬼差了十万八千里。尸体通常是因不当的埋葬、神秘的仪式以及自杀或附身转变成僵尸,

关于僵尸的真实来源也十分离奇,在清朝时期许多劳工都来到离自己家乡遥远的地方工作,所以当他们死去后,为了不让他们有乡愁,都会把他们埋在家乡。但是以前交通不便加上缺乏资金,这些丧亲的家属就会聘请赶尸人进行巫术,用法术把尸体手腕、脚踝与

膝盖绑起来,再用长棍戳他们叫他们前进。

也有另一种说法适用有旋律的鼓声使他们前进。他们会利用夜晚时间移动,减缓尸体的腐败程度。而前面会有个祭司响铃,防止旁人

的观看,因为看到僵尸并不吉利。

人体的运动系统是由骨、关节和肌肉三部分组成的。骨借关节相连、构成人体支架,肌肉附着于骨。由于肌肉的收缩,牵动骨头,

关节活动起来,我们才能做出各种各样的动作。所以,关节出了毛病,我们运动就受到限制甚至无法运动。僵尸有骨,但肌肉风干,

关节也不能活动,当然就无法做出走、跑等动作了。

那为什么看起来僵尸就是一跳一跳走路的?这是因为湘西的赶尸人为了便于运输尸体,发明了用竹子固定尸体的方法。固定的方法是把

竹子穿过尸体的腋下,并将尸体双手置于竹子上方,以粗麻绳将双手由手腕直到腋下绑紧。由于尸体穿着宽大的寿衣,所以绑在双手

下方的竹竿会穿过衣袖、完全被遮盖住。又因为竹子比较有韧性,在承载重物后竹竿弯曲受力而上下晃动,尸体看起来就是一跳一跳

的了。

僵尸怕糯米是怎么回事

僵尸怕糯米习俗起源于南方,这种习俗是在家里死人的时候吃糯米以驱除邪气,防止僵尸伤害.

糯米是千百年来治尸最佳之物,其中,以黑糯米为最。黑糯米可以降僵尸,白糯米可以治尸毒,大蒜的功效,只能是驱走僵尸,而不

能降服僵尸。

还有,在我国的南方还有一种习俗,就是村子里死了人,会用糯米洒在灵床的四周,防止尸气扩散。村里人也在家门口撒一道糯米,

挡住进家的门。原因不清楚,但这也使用了糯米驱邪的特性。北方也一样,由于北方没有糯米,就用草木灰,白灰替代。

据考古资料,我们古代的墓葬有一段时间都是砖墓室。在垒砖的过程中为了防止塌落,砖的缝隙里要填上石灰,或者糯米水,糯米水

在这里凝结成了糯米的精华,能够加固墙体,和古代城墙的三合土一样,由于修的坚固,又有糯米水的精华,能够避免尸气蔓延或诈尸。比如一些这样的古墓,里边的尸体能保存很久。

总之,僵尸怕糯米是起源于南方,糯米可以驱邪,古时候修建陵墓的时候为了牢固也用在墓穴上,现代的人就认为糯米也许是为了防

止诈尸,就觉得僵尸怕糯米

เพราะเหตุใดผีดิบจีนจึงกระโดดแทนการเดิน? และเพราะเหตุใดจึงกลัวข้าวเหนียว?

ทุกคนที่เกิดในยุค80-90แน่นอนว่าต้องรู้สึกคุ้นเคยกับหลินเจิ้งอิงผู้รับบทเป็นผีเจียงชือหรือผีดิบจีน การแสดงที่น่ากลัวสมบทบาทของเขาทำให้ผีเจียงชือเป็นเหมือนฝันร้ายในวัยเด็กของใครหลายคน เพื่อน ๆ ที่เคยดูหนังเกี่ยวกับผีชนิดนี้จะสังเกตเห็นได้ว่า แขนทั้งสองข้างของผีตนนี้เหยียดตรง สองขากระโดดไปข้างหน้า เพราะเหตุใดผีชนิดนี้ถึงไม่เดินเหมือนกับคนปกติ ทำไมจึงต้องกระโดด?และในหนังเวลาจะปราบผีชนิดนี้มักจะใช้ข้าวเหนียว เพราะสาเหตุใดผีเจียงชือจึงกลัวข้าวเหนียว เรื่องนี้มีที่มาจากอะไร?

ภาพจำที่ทุกคนจะนึกถึงเมื่อพูดถึงผีดูดเลือดชนิดนี้คือผิวที่ขาวซีด ร่างกายที่แข็งเกร็งเน่าเปื่อย และการเคลื่อนที่โดยการกระโดดแทนการเดิน แขนเหยียดตรงไปข้างหน้าตั้งฉากกับลำตัว ศพของวิญญาณร้ายเหล่านี้มักจะสวมใส่ชุดขุนนางในสมัยราชวงศ์ชิง กล่าวได้ว่าผีชนิดนี้แตกต่างจากผีดูดเลือดของฝั่งตะวันตกที่อาศัยอยู่ในปราสาทอย่างสิ้นเชิง สาเหตุที่ทำให้กลายเป็นผีชนิดนี้เกิดจากการที่ศพไม่ถูกฝังให้เรียบร้อย การทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ร่วมกับการฆ่าตัวตายหรือการถูกวิญญาณเข้าสิง

ที่มาจริงๆของผีเจียงชือนั้นนับว่าแปลกประหลาดมากเนื่องจาก ในสมัยราชวงศ์ชิงชนชั้นกรรมกรส่วนใหญ่จากบ้านเกิดมาไกลเพื่อหางานทำ ดังนั้นหลังจากเสียชีวิต จึงนำร่างของพวกเขากลับไปฝังที่บ้านเกิด เพื่อให้ดวงวิญญาณหมดห่วงและไม่คิดถึงบ้านเกิดตัวเอง แต่การคมนาคมในสมัยก่อนที่ไม่สะดวกและขาดแคลนค่าใช้จ่ายในการขนย้ายศพ ญาติของผู้ตายจึงจ้างนักพรตเพื่อนำร่างของผู้ตายกลับมายังบ้านเกิด โดยใช้วิธีมัดข้อมือ ข้อเท้าและหัวเข่าไว้ และใช้ไม้ยาวดามไว้เพื่อเคลื่อนย้ายศพบางแหล่งก็กล่าวว่ามีการใช้เสียงตีกลองเพื่อทำให้ศพเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

พวกขนศพจะใช้เวลากลางคืนในการขนย้ายศพ เพื่อชะลอการเน่าของศพ และจะมีกระดิ่งของนักพรตคอยสั่นเตือนเพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ผ่านไปผ่านมาเห็น เพราะถือว่าเป็นสิ่งอัปมงคล

กลไกการเคลื่อนไหวของร่างกายนั้นประกอบด้วยสามส่วนคือกระดูก กล้ามเนื้อ และข้อต่อ กระดูกและข้อต่อเชื่อมต่อกัน เพื่อรองรับน้ำหนักของร่างกาย กล้ามเนื้อและกระดูกนั้นทำงานร่วมกัน ดังนั้นเมื่อกล้ามเนื้อหดตัวก็จะส่งผลต่อกระดูก ทำให้ข้อต่อเคลื่อนที่ ทำให้เราสามารถขยับร่างกายได้อย่างอิสระ ดังนั้นเมื่อข้อต่อเกิดความผิดปกติขึ้นจึงทำให้เกิดข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว ผีเจียงชือนั้นมีกระดูก แต่กล้ามเนื้อกลับแห้งเหี่ยว ข้อต่อจึงไม่สามารถขยับได้ ดังนั้นผีชนิดนี้จึงไม่สามารถเดิน วิ่งหรือขยับร่างกายรูปแบบต่าง ๆ ได้

เพราะเหตุใดผีเจียงชือจึงต้องกระโดด?

สาเหตุเป็นเพราะพวกที่ขนส่งศพในเขตปกครองตนเองเซียงซี พยายามหาวิธีที่ทำให้การขนย้ายศพง่ายขึ้น จึงคิดค้นวิธีการใช้ไม้ไผ่เพื่อเคลื่อนย้ายศพ วิธีดังกล่าวคือการใช้ไม้ไผ่สอดใต้รักแร้ของศพ และวางมือของศพไว้เหนือไม้ไผ่โดยมีเชือกป่านยึดอยู่กับข้อมือและรักแร้ แต่เนื่องจากเสื้อที่ศพสวมนั้นมีขนาดใหญ่ ไม้ไผ่ที่ผูกกับศพจึงถูกแขนเสื้อบังไว้จนมิด และไม้ไผ่ที่ใช้นั้นยังมีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง เมื่อรับน้ำหนักของศพจึงทำให้ไม้ไผ่ขยับขึ้นลง เหมือนศพกำลังกระโดดไปข้างหน้า

ส่วนสาเหตุที่ผีเจียงชือกลัวข้าวเหนียวนั้นมีที่มาจากประเพณีของภาคใต้ คือเมื่อในครอบครัวมีคนเสียชีวิตคนในบ้านจะรับประทานข้าวเหนียวเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และป้องกันไม่ให้ผีเจียงชือมาทำอันตราย

ข้าวเหนียวเป็นวัตถุดิบที่ดีที่สุดในการเก็บรักษาร่างกายมานับร้อยนับพันปี ในบรรดาข้าวเหนียวทุกชนิดนั้น ข้าวเหนียวดำถือว่ามีประสิทธิภาพที่สุด เชื่อกันว่าข้าวเหนียวดำมีคุณสมบัติสามารถปราบผีเจียงชือได้ ข้าวเหนียวขาวนั้นสามารถรักษาพิษที่ศพได้ ส่วนกระเทียมทำได้เพียงขับไล่ผีเจียงชือ แต่ไม่สามารถทำอันตรายผีชนิดนี้ได้ ในภาคใต้ของประเทศจีนก็ยังมีอีกประเพณีหนึ่งคือเมื่อคนในหมู่บ้านเสียชีวิต จะนำข้าวเหนียวมาโรยรอบเตียงทั้งสี่ด้านเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากศพ คนในหมู่บ้านก็จะโปรยข้าวเหนียวไว้ที่บริเวณทางเข้าประตูบ้าน เหตุผลที่ทำเช่นนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เป็นการใช้ประโยชน์ของข้าวเหนียวเพื่อปัดเป่าวิญญาณชั่วร้าย ในภาคเหนือก็มีประเพณีลักษณะนี้เช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากภาคเหนือไม่มีข้าวเหนียวจึงใช้ขี้เถ้าและปูนขาวแทน

จากข้อมูลทางโบราณคดี สมัยโบราณมีช่วงหนึ่งที่สุสานสร้างด้วยอิฐ และเพื่อป้องกันไม่ให้อิฐถล่มจึงมีการใช้ปูนขาวหรือน้ำข้าวเหนียวเติมลงไปบริเวณร่องอิฐ เพื่อทำให้กำแพงแข็งแรงมั่นคงมากขึ้น เช่นเดียวกับกำแพงเมืองโบราณซานเหอถู่ เนื่องจากน้ำข้าวเหนียวมีคุณสมบัติในการซ่อมแซม สามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากศพและป้องกันศพฟื้นคืนชีพขึ้นมาหลอกผู้คน ยกตัวอย่างเช่น สุสานโบราณซึ่งศพที่อยู่ข้างในสามารถเก็บรักษาไว้ได้ยาวนานหลายปี

โดยสรุปแล้ว การที่ผีเจียงชือกลัวข้าวเหนียวนั้นมีที่มาจากประเพณีทางภาคใต้ เนื่องจากเชื่อว่าข้าวเหนียวมีคุณสมบัติในการปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และสุสานในสมัยโบราณก็มีการใช้น้ำข้าวเหนียวเพื่อทำให้หลุมศพนั้นแข็งแรงมั่นคง คนในสมัยนี้จึงคิดว่าข้าวเหนียวนั้นเอาไว้ป้องกันศพฟื้นคืนชีพ ผีเจียงชือที่เห็นในหนังจึงกลัวข้าวเหนียว

แหล่งที่มา: http://wap.mrmodern.com/qiwen/22979.html