Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


ทำไมหญิงสาวสมัยราชวงศ์ชิงต้องสวม ”รองเท้าทรงกระถางดอกไม้”

ทำไมหญิงสาวสมัยราชวงศ์ชิงต้องสวม ”รองเท้าทรงกระถางดอกไม้”

ในละคร พวกนางสนมและท่านหญิงในพระราชวังของชิง ล้วนสวมรองเท้าอยู่ชนิดหนึ่งเรียกว่า รองเท้าทรงกระถางดอกไม้ แต่ตามประวัติศาสตร์จริงแล้ว รองเท้าทรงกระถางดอกไม้แท้จริงแล้วมีเรื่องราวมาอย่างไร ในรัชศกซุ่นจื้อปีที่1 (ค.ศ.1644) เผ่าแมนจูเข้ามาตั้งรกรากฝั่งด้านในของกำแพงจีน และสถาปนาปักกิ่งเป็นเมืองหลวง ชนกลุ่มนี้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการขี่ม้าและยิงธนูจึงนิยมสตรีที่มี “เท้าตามธรรมชาติ” เมื่อมาเห็นโลกอีกใบที่เต็มไปด้วย “ผู้หญิงรัดเท้า” โลกที่ผู้ชายเวลาจะแต่งภรรยา ต้องเลือกแต่หญิงสาวที่รัดเท้าเท่านั้น เพื่อจะรักษาฐานะของตนเองให้มั่นคง ผู้ปกครองราชวงศ์ชิงจึงพยายามผลักดันเรื่องการทำผมกับเสื้อผ้าและสั่งห้ามหญิงชาวแมนจูรัดเท้าให้แพร่หลายอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ สมัยที่หญิงสาวชาวฮั่นนิยมรัดเท้ากันอย่างบ้าคลั่ง สตรีแมนจูก็ยังคงสามารถรักษาเอกลักษณ์ของรองเท้าแบบดั้งเดิมไว้ได้
รองเท้าแมนจูแรกเริ่มมีความความยาวครึ่งนิ้วถึง 1 นิ้ว ภายหลังค่อยๆเพิ่มความสูงถึงประมาณ 5 นิ้ว นางกำนัลและหญิงสาวจากตระกูลสูงศักดิ์ในวังส่วนใหญ่สวมส้นสูง 4 นิ้วขึ้นไป คนอายุน้อยอาจจะสวมได้สูงถึง 6 – 7 นิ้ว (ประมาณ 25 เซนติเมตร) เมื่อสวมชุดแมนจูที่สง่างามคู่กับรองเท้าทรงสูงแบบแมนจู ทำให้หญิงสาวสูงเพรียวสวยสง่า อ้อนแอ้นอรชร รองเท้าทรงสูงของสตรีตระกูลสูงศักดิ์ไม่เพียงแค่ปักลาย ประดับมุกหรือลูกปัด และห้อยพู่ประดับรองเท้าเท่านั้น แต่ตกแต่งส้นรองเท้าโดยรอบเป็นลายดอกไม้ด้วยวัสดุต่างๆ อาทิแก้วเคลือบสี ไข่มุก อัญมณี อีกด้วย ด้านบนฐานไม้ยังต้องมีพื้นรองเท้าที่ทำจากผ้าอัดหนาตอกยึดไว้กับตัวรองเท้าอีกชั้น จึงเรียกอีกชื่อว่า {รองเท้าพันชั้น} รองเท้าประดับไข่มุกคู่หนึ่งของซูสีไทเฮา ฝังไข่มุกเม็ดใหญ่จำนวนมากโดยรอบ ใช้เงินไป 700,000 ตำลึง ตัวรองเท้าปักลายหงส์หลากสี หัวนกแหงนขึ้น นี่ก็เป็นรองเท้าทรงสูงที่ซูสีไทเฮาสวมเมื่อต้องต้อนรับแขกต่างชาติ ยามเดินสูงสง่า โดดเด่นเปี่ยมเสน่ห์ ตามรูปแบบของส้นไม้ รองเท้าแมนจูจึงสามารถแบ่งได้เป็น รองเท้าพื้นเรียบหนา ทรงก้อนเงิน ทรงกีบม้า ทรงกระถางดอกไม้ เป็นต้น
1. รองเท้าพื้นเรียบหนา
รองเท้าพื้นเรียบหนาเป็นทรงรองเท้าในช่วงต้นราชวงศ์ชิง ก่อนชาวแมนจูเข้ามาตั้งรกรากในกำแพงจีน พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในแถบตงเป่ยซึ่งอากาศหนาวเหน็บ ในยุคแรกดำรงชีวิตด้วยการเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์และออกล่าสัตว์ ยามผู้หญิงออกจากบ้าน รองเท้าและกางเกงมักจะเปียกแฉะ เพื่อให้สะดวกในการใช้ชีวิต ป้องกันเท้าได้รับความเย็นและและถูกพวกงูแมลงทำร้าย จึงเพิ่มความหนาของส้นรองเท้าอีกครึ่งนิ้วถึง 1 นิ้ว เนื่องจากรองเท้าสวมใส่สบายสามารถเดินได้มั่นคง จึงกลายเป็นรองเท้ายอดนิยมของเด็กสาววัยรุ่นในยุคแรก แม้ว่าภายหลังจะมีรองเท้าทรงสูง ก็ยังคงเป็นทรงรองเท้าใส่สบายๆอยู่บ้านที่สตรีวัยกลางคนจนถึง
สูงวัยชื่นชอบ
2. รองเท้าทรงก้อนเงิน
ฐานไม้ของที่ติดตรงกลางใต้พื้นรองเท้าทรงก้อนเงิน ในช่วงแรกทำออกมาในลักษณะกลับหัว ลักษณะที่ด้านบนกว้าง ด้านล่างแคบแบบนี้ ดูคล้ายกับก้อนเงินมาก จึงเรียกเรียกด้วยชื่อนั้น รองเท้าทรงก้อนเงินปกติจะไม่สูงมาก เนื่องจากพัฒนามาจากรองเท้าพื้นเรียบหนา ในสังคมที่ถือว่าเท้าเล็กเป็นสิ่งสวยงาม พวกผู้ชายกำลังคลั่งไคล้ “เท้าดอกบัวทอง” กันอยู่ ทำให้เท้าตามธรรมชาติของสตรีแมนจูดูไม่สวยงามเท่า พวกหญิงสาวที่ชาญฉลาดจึงหยิบเอาองค์ประกอบของรองเท้าพันชั้นซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมชาวฮั่น ค่อยๆนำมาเพิ่มความหนาของส้นรองเท้าตนให้สูงขึ้น ประการแรก สามารถปกปิดเท้าแบบตามธรรมชาติได้ โดยซ่อน “เท้าขนาดใหญ่” ไว้ในรองเท้าทรงสูง ประการที่สอง ยังสามารถรักษารูปเท้าของตัวเองไว้ได้
3. รองเท้าทรงกระถางดอกไม้

ด้านบนส้นไม้รองเท้าทรงกระถางดอกไม้จะค่อยๆรวมแคบลงมากับพื้นด้านล่าง กลายเป็นรูปทรงที่ด้านบนกว้างแล้วหดคอดลงมา รูปร่างเหมือนกระถางดอกไม้ จึงเรียกเช่นนี้ ส้นชนิดนี้ปกติแล้วค่อนข้างสูง เวลาเดินจะเร็วมากไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะทรงตัวยาก ง่ายต่อการล้ม เพราะฉะนั้น หญิงสาววัยรุ่นที่สวมรองเท้าทรงกระถางดอกไม้เดิน ล้วนต้องมีช่วงปรับตัวให้ชินทั้งนั้น ขณะสวมต้องยืดอกเกร็งท้อง ไหล่สองข้างแกว่งเล็กน้อย แขนสองข้างเหวี่ยงตามซ้ายขวา สองเท้าต้องก้าวช้าๆ เวลายกเท้าขึ้นและลงต้องขนานกับพื้นดิน ทำอย่างนี้นี้ถึงจะสามารถรักษาการทรงตัวได้ ทำให้ท่วงท่าดูช้าๆสบายๆ สง่าผ่าเผย และงดงาม ส้นทรงกระถางดอกไม้ซึ่งมีขนาดสูงมากทั้งแข็งแรงและทนทาน แม้ส่วนใหญ่บริเวณลวดลายหลากสีบนตัวรองเท้ามักจะฉีกขาด ส่วนพื้นด้านใต้รองเท้ายังคงสมบูรณ์อยู่ สมัยราชวงศ์ชิงเวลามีงานฉลองหรือเทศกาลบวงสรวง พระสนมในวังหลวงก็จะสวมรองเท้าทรงกระถางดอกไม้จากผ้าซาตินสีแดงปักสีสันหลากหลาย ที่ส้นไม้ขนาดสูงก็เสริมให้เข้ากับรองเท้าที่ปักอย่างงดงามวิจิตรให้โดดเด่นขึ้น เข้าคู่กับชุดสีแดงที่ปักรูปผีเสื้อ และทอลายอักษรมงคลคู่สีทอง ในฤดูหนาว บรรดาพระสนมในวังหลังก็จะสวมรองเท้าทรงกระถางดอกไม้ผ้าฝ้ายกันหนาวสีม่วงทรงกระถางดอกไม้ ปักลวดลายด้วยสีสันหลากหลาย ลายโบตั๋นที่ปลายเท้าเบ่งบาน ผีเสื้อหลากสีโบยบิน สื่อถึงฤดูใบไม้ผลิและความอุดมสมบูรณ์
4. รองเท้าทรงกีบม้า
ส้นไม้ของรองเท้าทรงกีบม้ารูปร่างแบบ “ปลายสองด้านกว้างและตรงกลางเรียวแคบ” มีลักษณะด้านบนแคบและด้านล่างกว้าง ตรงกลางโค้งเว้า ส้นด้านหน้าเรียบ ด้านหลังก็เป็นทรงกลม ลักษณะคล้ายทรงสี่เหลี่ยม เนื่องจากรูปร่างและรอยที่เหยียบเหมือนรอยของกีบเท้าม้า รองเท้าทรงกีบม้าเป็นรองเท้าทรงสูงที่นับได้ว่างดงาม ได้รับความชื่นชอบจากสตรีสูงศักดิ์และเด็กสาววัยรุ่นในวังหลวงอย่างยิ่ง
รองเท้าที่รูปร่างบอบบางงดงาม งามสง่าภูมิฐาน อาจพูดได้ว่ามีรูปแบบรองเท้ามีความเป็นเอกลักษณ์ของชนกลุ่มน้อย แต่ว่าเนื่องจากรองเท้าประเภทนี้ไม่เหมาะกับการทำงานที่ต้องใช้แรง ดังนั้นในหมู่ประชาชนจึงยิ่งพบเห็นได้น้อยลงทุกวัน จนถึงช่วงปลายราชวงศ์ชิง “รองเท้าทรงกระถางดอกไม้” จะพบได้บนเท้าของเหล่านางสนมซึ่งมีชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในวังเพียงเท่านั้น รองเท้าทรงกระถางดอกไม้ทำให้ตัวดูสูงขึ้น ทำให้รูปร่างดูสูงโปร่งมากขึ้น เวลาหญิงสาวเดิน จะใช้สองแขนแกว่งไปมาหน้าหลังแบบกว้างๆเพื่อทรงตัวไว้ ดังนั้นจึงมักจะถือผ้าเช็ดผืนสวยผืนหนึ่งในมือ เวลาเดินก็จะดูงดงามและสง่าเป็นพิเศษ

清代女子为何要穿「花盆底」?

时下清宫戏里的格格后妃们都会穿着一种名叫花盆底的鞋子,而在真实的歷史中,花盆底鞋的真实情况怎么样呢? 顺治元年(1644)满族入关,定都北京,这个崇尚妇女「天足」的骑射民族,看见了一个满是「小脚女人」的世界,男人娶妻,非小脚不可的天下。清统治者为巩固自己的地位,竭力推行满族发饰与服饰,并禁止满族妇女缠足。因而,在汉族妇女裹脚疯狂的年代里,满族女性仍能保持着自己传统鞋履的特色。

旗鞋最初为半寸至1寸,后逐渐增高至5寸左右。清宫女眷和贵族妇女大多穿4寸以上,年轻者鞋底高度可达6、7寸(即25cm左右)。娴雅的旗装配上高底旗鞋,使女性更显得婷立修长,轻盈高雅。贵族妇女穿的高底鞋不仅鞋面刺绣饰珠挂穗,而且鞋底四周还镶饰用琉璃、珍珠、宝石等材料缀成的花纹图案。木底上面还要钉一层密纳的布底,也称「千层底」。慈禧太后穿的一双珠履,四周镶嵌许多大珍珠,耗银七十万两,在鞋面刺绣五彩凤凰。凤首昂起。这也是当年慈禧太后接待外宾时穿的高底鞋,走动时高贵娴雅,风韵非凡, 根据木底的样式,旗鞋可分为:厚平底、元宝底、马蹄底、花盆底等

1、厚平底鞋
厚平底鞋为清初期的鞋型。满族入关前生活在寒冷的东北地区,早期以游牧狩猎为生。女子出门时常把鞋裤打湿,为了便利生活,防止脚部受寒和蛇虫伤害,便把鞋底加厚半寸至一寸。由于厚底鞋穿用舒适平稳,成了早期年青女性的时尚鞋履,即使后来出现了高底旗鞋,也仍是妇女居家便鞋和中老年妇女喜欢的鞋饰。

2、元宝底鞋
元宝底鞋鞋底中部的木台,早期多做成倒置的台形,这种上宽下窄的形状很似元宝,故称。元宝底鞋一般不高,由厚平底鞋发展而来。在这个以脚小为美的社会环境中,男人们围着「金莲」转,使满族女人的天足相形见拙,聪明的妇女们吸取了汉族传统的千层鞋底元素,悄悄将自己的厚底鞋加高,一来可掩饰自然天足,将「大脚」隐藏在高底鞋里,二来又可以保护自己的脚丫。

3、花盆底鞋
花盆底鞋的木台底上沿向下渐收,成为上敞下敛状,形似花盆,故称。这种底一般较高,走起路来不能太快,否则难以平衡,容易摔倒,因此,年青女性穿花盆底鞋走路,都会有个适应过程。穿着时要求挺胸收腹,两只肩膀微微地摇晃,两只胳膊随之左右甩动,两脚轻迈平起平落,这样才能保持身体平衡,形成一种慢条斯理、端庄、优美的姿势。高高的花盆木底坚固耐穿,往往是上面的彩鞋帮面已破,鞋底还是完好。清宫后妃在庆典或年节祭祀时穿着一双红缎彩绣花盆底鞋,高高的木台托着刺绣绚丽的鞋儿,与红色网绣蝶金双喜衣相配。冬季里的后妃们穿着紫钉绫彩绣花盆底棉鞋,足下牡丹盛开,彩蝶翩翩,一派春意盎然景像。

4、马蹄底鞋
马蹄底鞋的木台底形状为「两头宽,中间细」,即上细下宽,中间凹型,底部前平后圆亦有四方形,因其外形及落地印痕皆似马蹄子踏出的印迹,故有此称号。马蹄底鞋是较为美观的高底鞋,深受宫廷贵妇和年青女子的喜爱。

旗鞋的婷婷玉立、高雅美姿,可谓最有特色的少数民族妇女鞋履。但是由于这种类型的鞋不适合体力劳动,所以在民间越来越少见,到了清朝末年,「花盆鞋」只在宫中养尊处优的嫔妃们的脚上可以见到。穿上花盆底鞋可使身体增高,使身体显得更加修长。女子走路时用双手臂前后较大幅度地摆动来保持身体平衡,所以常常手里拿着一块漂亮的手帕,走起路来显得分外端庄、文雅。

https://www.chinatimes.com/cn/hottopic/20150707004833-260812?chdtv