Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


光绪皇帝将死,为什么慈禧太后不选26岁载沣,却立3岁溥仪为帝?

光绪皇帝将死,为什么慈禧太后不选26岁载沣,却立3岁溥仪为帝?
清朝末年的时候,垂帘听政的慈禧太后和傀儡皇帝光绪两人同时生了病,很快就病入膏肓,两人都活不长久了。光绪皇帝没有子嗣,自然就没有立储,谁来继承光绪的大统,是一个刻不容缓的问题,摆在了垂死的慈禧太后面前。
“国无长君,妇人执政;国运已堕,事不过三”。在慈禧太后长达近半个世纪的执政生涯中,三次传位,三次危机,三次都是小皇帝。如果说同治的继位是理所当然,光绪的继位系权变之计,那溥仪的继位,恐怕就只剩下无可奈何了。
光绪皇帝临死前一天,慈禧太后强撑病体,在中南海召见军机大臣商量立储人选。军机大臣认为目前大清正处于内忧外患之际,当立年长之人,最好是立光绪皇帝的亲弟弟醇亲王载沣。
军机大臣的这个建议,行将就木的慈禧太后听后勃然大怒,断然否决了这个提议。最后几人商议后决定,采取一个比较折衷的办法,就是立醇亲王载沣刚刚三岁的儿子溥仪为帝,让溥仪的亲生父亲载沣监国。
当然在这个非常时期,选年仅三岁的溥仪继位,让正当得力时候的二十六岁的载沣摄政监国,这是一辈子热衷权力的慈禧最后一次玩弄权术。一直很关心自己身后权力的平稳过渡的慈禧太后,她完全没有想到她这一安排又是一次机关算尽。
她以为自己这一次能够挺过去,光绪皇帝死后,小皇帝继位,她可以继续垂帘听政,如果立二十六岁的载沣为帝位继承人,则她担心载沣根本就不听她的摆布,不会安心作一个傀儡皇帝。
她没有想到的是,就是光绪皇帝死后不到一天,慈禧也意外的死在了紫禁城中。她意图两次垂帘听政的心,就这样随着她埋进了地下。
摄政的醇亲王载沣出生于北京太平湖醇亲王府内,为醇贤亲王奕譞之第五子,他的母亲是醇贤亲王奕譞的侧福晋刘佳氏。他和他的二兄载湉是同父异母的兄弟。醇贤亲王奕譞去世后,由于他的长子早逝,次子载湉又过继给咸丰帝一脉继承皇位,他的醇亲王爵位由载沣继承。
同治十三年同治帝去世,他并没有留下一男半女继承自己的皇位,并且同治帝是咸丰帝的独子,他去世后,咸丰一系也随之绝嗣。
在同治帝时期垂帘听政的慈禧太后,为了能名正言顺地继续把持朝政,亲自指定醇贤亲王奕譞的次子载湉,也是自己妹妹的亲生儿子过继于咸丰帝一脉,以兄终弟及的方式登基为帝,是为光绪帝。
现在光绪又行将病逝,对权力无限留恋的慈禧太后,肯定不愿意把皇位交到和光绪皇帝关系亲密的醇亲王载沣手中。她还期盼着自己这一次万一起死回生缓过劲来,并且就此长 寿下去了,继续着自己垂帘听政的把持朝政。
慈禧太后之所以要做这个安排,还有一个要的原因,就是她知道袁世凯的心,她已无力去斩杀这一潜在的隐患,只能用这种方式去制衡打压。
奕劻与袁世凯同流合污,进而让袁世凯牵着鼻子走,对他根本就指望不上。慈禧太后她知道目前在皇族近支里,只要让和袁世凯有不共戴天之仇的载沣去制衡袁世凯,才是最让她放心的。
从清朝历史上看,自从大清入关后的十位皇帝中,有半数为小皇帝登基,特别是近代以来的最后三位,均为幼年践临帝位,其中同治5岁登基、光绪4岁登基、宣统3岁登基。
在这些小小年纪就登基为帝,根本无力处理朝政的小皇帝背后,是清朝历史上最著名的孝庄太后与慈禧太后两位太后。这两个女人一前一后,可以说是把持了清朝近一百年的历史。
只是稍不同的是,孝庄太后是开创了康雍乾盛世的辉煌时期,而慈禧太后面对的却是一个⻛雨如磐的晦暗年代,其运气与能力也远不能与孝庄太后相比。

ช่วงเวลาที่สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่ใกล้เสด็จสวรรคต เหตุใดพระนางซูสีไทเฮาไม่ทรงเลือกไจ่เฟิงซึ่งมีพระชันษา 26 ปี แต่กลับแต่งตั้งปูยีซึ่งมีพระชันษา 3 ปีเป็นจักรพรรดิ
ในช่วงปลายราชวงศ์ชิง พระนางซูสีไทเฮาซึ่งเป็นผู้ออกว่าราชการหลังม่านและสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่ผู้เป็นจักรพรรดิหุ่นเชิด ทั้งสองพระองค์มีพระอาการประชวรหนักในช่วงเวลาเดียวกัน พระอาการของทั้งสองพระองค์อยู่ในขั้นที่หมดหนทางที่จะรักษาได้แล้ว และจะมีพระชนม์ชีพอยู่ได้อีกไม่นาน สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่ไม่มีพระราชโอรส ดังนั้นจึงไม่มีการแต่งตั้งองค์รัชทายาทอย่างแน่นอน และผู้ใดจะมาสืบทอดราชบัลบังก์ต่อจากสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่นั้น จึงเป็นเรื่องที่เร่งด่วนมาก ไม่สามารถรีรอได้อีกต่อไป แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินพระทัยของพระนางซูสีไทเฮา
“ประเทศไร้จักรพรรดิที่เจริญพระชันษา อิสตรีขึ้นมาอํานาจ ชะตาของบ้านเมืองได้จบสิ้นลงแล้ว ความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ในช่วงเวลาที่ซูสีไทเฮาได้กุมอํานาจเป็นระยะเวลายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษนั้น มีการสืบราชบัลลังก์ถึงสามรัชกาล การสืบราชบัลลังก์ทั้งสามรัชกาลก็อยู่ในภาวะวิกฤตเฉกเช่นเดียวกัน และทั้งสามรัชกาลนั้นล้วนเป็นล้วนเป็นองค์จักรพรรดิที่ยังทรงพระเยาว์อยู่ หากจะกล่าวถึงการสืบพระราชบัลลังก์ของสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อนั้น ย่อมเป็นไปตามหลักการและเหตุผลอยู่แล้ว การสืบราชบัลลังก์ของจักรพรรดิกวางสูเป็นเเผนการเพื่อเปลี่ยนขั้วอํานาจ แต่ในครั้งนี้การสืบพระราชบัลลังก์ของสมเด็จพระจักรพรรดิปูยีนั้นเกรงว่าเกรงว่าจะเหลือเพียงความอับจนหนทางเสียแล้ว
ก่อนสมเด็จพระจักรพรรดิกวางสูจะเสด็จสวรรคตเพียง 1 วัน พระนางซูสีไทเฮาได้ทรงฝืนพระวรกาย มีพระราชบัญชาให้ขุนนางผู้ใหญ่ ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเข้าเฝ้าที่พระราชอุทยานจงหนานไห่เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับ ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท บรรดาขุนนางผู้ใหญ่และที่ปรึกษาราชการแผ่นดินคิดว่า ต้าชิงในขณะนี้กําลังอยู่ในสภาพที่ประเทศไม่สงบ และมีข้าศึกรุกรานจากภายนอก สมควรที่จะแต่งตั้งผู้ที่มีวุฒิภาวะเป็นองค์รัชทายาท ทางที่ดีที่สุดควรจะแต่งตั้งฉุนชินอ๋อง ไจ้เฟิง ผู้เป็นพระอนุชาของสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่
หลังจากซูสีไทเฮาได้ฟังข้อแนะนํานี้แล้ว ทําให้พระนางซูสีไทเฮาที่ใกล้จะสวรรคตนั้นพิโรธเป็นอย่างมาก และยืนกรานที่จะปฏิเสธข้อเสนอแนะนี้ ท้ายที่สุดหลังจากได้ปรึกษาหารือแล้ว จึงตัดสินใจเลือกใช้วิธีประนีประนอม กล่าวคือ แต่งตั้งปูยีพระโอรสของฉุนชินอ๋อง ไจ้เฟิง ซึ่งมีพระชันษาเพียง 3 ปีเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิและให้ฉุนชินอ๋อง ไจ้เฟิง ผู้เป็นพระราชบิดาบริหารราชการแผ่นดิน
แน่นอนว่าในช่วงเวลาที่บ้านเมืองวุ่นวายเช่นนี้การเลือกปูยีซึ่งมีพระชันษาเพียง 3 ปีสืบราชบัลลังก์ และให้ไจ้เฟิง พระชันษา 23 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่เหมาะสม มีความสามารถ เป็นผู้สําเร็จราชการแทน ช่วยในการบริหารราชการแผ่นดิน นี่คือการใช้ประโยชน์จากพระราชอํานาจของพระนางเป็นครั้งสุดท้าย อํานาจที่พระนางปรารถนามาตลอดพระชนม์ชีพ ซูสีไทเฮาผู้ซึ่งใส่พระทัยกับฐานพระราชอํานาจที่มั่นคงมาโดยตลอด พระนางทรงคาดไม่ถึงเลยว่าการจัดการของพระนางครั้งนี้จะเป็นเหตุแห่งความผิดพลาดอีกครั้งหนึ่ง
พระนางทรงนึกว่าอุปสรรคในครั้งนี้จะสามารถผ่านพ้นไปได้หลังจากที่สมเด็จจักรพรรดิกวังซวี่ได้สวรรคต ยุวจักรพรรดิพระองค์นี้คงจะสืบพระราชบัลลังก์ต่อ และพระนางก็จะสามารถนั่งว่าราชการหลังม่านได้ต่อไป ถ้าหากว่าแต่งตั้งไจ่เฟิงซึ่งมีพระชันษา 25 ปีสืบทอดตําแหน่งองค์จักรพรรดิกลับจะทําให้พระนางกังวลพระทัยว่าไจ่เฟิงจะไม่เชื่อฟังคําสั่งของพระนาง และไจ่เฟิงคงจะไม่ยินยอมที่จะเป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดเป็นแน่
สิ่งที่พระนางคงจะคาดไม่ถึงเลย คือหลังจากที่สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่เสด็จสวรรคตได้ไม่ถึง 1 วัน พระนางซูสีไทเฮาเองก็ได้เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันภายในพระราชวังต้องห้าม พระนางทะเยอทะยานที่จะว่าราชการหลังม่านถึงสองครั้ง และความทะเยอทะยานของพระนางนี้ก็ได้ถูกฝังกลบลงไปกับพื้นดินพร้อมกับร่างของพระนาง
ฉุนชินหวัง ไจ่เฟิง ผู้สําเร็จราชการแทน ประสูติที่ภายในวังฉุนชินหวัง ทะเลสาบไท่ผิง เมืองปักกิ่ง เป็นพระโอรสลําดับที่ 5 ในฉุนเสียนชินหวัง อี้เซวียน พระมารดาของฉุนชินหวัง ไจ้เฟิง คือ พระชายารองในฉุนเสียนชินหวัง อี้เซวียน จากสกุลหลิวเจีย ฉุนชินหวัง ไจ้เฟิงและพระเชษฐาพระองค์รอง ไจ้เถียน (ภายหลังเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่) เป็นพี่น้องต่างพระมารดากัน และเนื่องจากพระโอรสองค์โตของฉุนเสียนชินหวัง อี้เซวียน ได้สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ดังนั้นหลังจากที่ฉุนเสียนชินหวัง อี้เซวียนได้สิ้นพระชนม์แล้ว พระโอรสองค์รองไจ้เถียนได้กลายเป็นพระโอรสบุญธรรมของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง เพื่อสืบทอดพระราชบัลลังก์ต่อไป และให้บรรดาศักดิ์ “ฉุนชินหวัง” สืบทอดต่อโดยไจ้เฟิง
รัชศกถงจื้อปีที่ 13 สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อเสด็จสวรรคต พระองค์ไม่มีพระราชโอรสพระราชธิดาเพื่อสืบทอดพระราชบัลลังก์เลยแม้แต่พระองค์เดียว สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อเป็นพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง ดังนั้นหลังจากที่พระองค์ได้เสด็จสวรรคตแล้ว การสืบราชบัลลังก์ในสายของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงก็ได้สูญสิ้นไปตาม ๆ กัน
ในรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ พระนางซูสีไทเฮาเป็นผู้ว่าราชการหลังม่าน และเพื่อที่สามารถกุมอํานาจในราชสํานักได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป ได้เลือกพระโอรสองค์รองของฉุนเสียนชินหวัง อี้เซวียน ซึ่งเป็นพระโอรสของพระขนิษฐาร่วมพระมารดาเดียวกันกับพระนางด้วย เป็นพระโอรสบุญธรรมของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงด้วยตัวพระนางเอง และยึดถือการสืบทอดพระราชบัลลังก์แบบ “พระอนุชาสืบพระราชบัลลังก์ต่อจากพระเชษฐา” พร้อมทั้งแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่
ในช่วงเวลานี้สมเด็จพระจักรพรรดิกวางสูก็ทรงพระประชวร ใกล้จะเสด็จสวรรคต พระนางซูสีไทเฮาผู้ซึ่งอาลัยอาวรณ์ในอํานาจเป็นที่สุด คงจะไม่ยอมมอบพระราชบัลลังก์ให้ไปตกอยู่ในมือของ ฉุนชินหวัง ไจ่เฟิง ผู้ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่สูเป็นแน่ พระนางยังคงเฝ้ารออยู่ว่าหากวันหนึ่งพระนางได้ฟื้นคืนพระชนม์ชีพขึ้นมา และมีพระชนมายุที่ยืนยาว จะได้สามารถกุมอํานาจในราชสํานัก และว่าราชการหลังม่านต่อไป
การที่พระนางซูสีไทเฮาต้องทําเช่นนี้ยังมีสาเหตุที่สําคัญอีกประการหนึ่ง คือ พระนางทรงทราบดีถึงความทะเยอทะยานของหยวนซื่อไข่ แต่ในขณะนี้พระนางก็ไร้กําลังที่จะไปกําจัดหยวนซื่อไข่เสียแล้ว ทําได้เพียงใช้วิธีนี้เพื่อถ่วงดุลอำนาจ และกดดันหยวนซื่อไข่
อี้ควาง (องค์ชายพระองค์หนึ่ง) ร่วมมือกับหยวนชื่อไข่เพื่อกระทําความชั่ว โดยมีหยวนซื่อไข่เป็นผู้ชักนํา ดังนั้นจึงพึ่งพาอี้ควางไม่ได้ พระนางซูสีไทเฮาทรงทราบดีว่าในราชสํานักตอนนี้ขอเพียงแค่มีไจ่เฟิง ผู้ซึ่งเป็นศัตรูกับหยวนซื่อไข่จึงจะสามารถถ่วงดุลอํานาจกับหยวนซื่อไข่ได้ นี่จึงเป็นสิ่งที่ทําให้พระนางวางพระทัยที่สุด
เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ราชวงศ์ชิงแล้ว ในบรรดาองค์จักรพรรดิทั้ง 10 พระองค์ตั้งแต่ต้าชิงเข้าด่านมา มีจํานวนองค์จักรพรรดิกว่าครึ่งหนึ่งที่ครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรพรรดิ 3 พระองค์สุดท้าย ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ยุคใกล้เป็นต้นมา ทั้งหมดล้วนเป็นยุวจักรพรรดิทั้งสิ้นโดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อขึ้นครองราชย์ขณะมีพระชนมายุ 5 พรรษา สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่ 4 พรรษา สมเด็จพระจักรพรรดิเสวียนถ่ง (ปูยี) 3 พรรษา
องค์จักรพรรดิผู้ทรงพระเยาว์เหล่านี้ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ดังนั้นเบื้องหลังของยุวจักรพรรดิที่ยังไร้ความสามารถและกำลังที่จะจัดการดูเเลราชสํานัก คือ พระนางซูสีไทเฮาและพระนางเซี่ยวจวงไทเฮา พระนางทั้งสองเป็นไทเฮาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ราชวงศ์ชิง พระนางหนึ่งอยู่ในยุคต้นราชวงศ์อีกพระนางหนึ่งอยู่ในยุคปลายราชวงศ์ตามลำดับ สามารถกล่าวได้กว่า ราชวงศ์ชิงอยู่ในมือของพระนางเหล่านี้ร่วมร้อยปี
เพียงแต่มีส่วนที่ต่างกันอยู่เล็กน้อย กล่าวคือพระนางเซี่ยวจวงไทเฮาเป็น ผู้บุกเบิกเข้าสู่ยุคสมัยที่รุ่งเรืองของราชวงศ์ชิงในรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิคังซี สมเด็จพระจักรพรรดิยงเจิ้ง และสมเด็จพระจักรพรรดิเฉียนหลง แต่ทว่าสิ่งที่พระนางซูสีไทเฮาต้องเผชิญกลับเป็นยุคสมัยที่มืดมน และสภาพสังคมอยู่ในตกต่ำ บ้านเมืองไม่สงบ ดังนั้นโชคชะตาและพระปรีชาสามารถต่าง ๆ ของพระนางซูสีไทเฮา ไม่สามารถเทียบกันกับพระนางเซี่ยวจวงไทเฮาได้เลย
ที่มาบทความ:www.sohu.com/a/314066780_100295163