Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


การขนศพในเซียงซี ตำนานผีจีน

การขนศพในเซียงซี (วัฒนธรรมแห่งเซียงซี ประเทศจีน)
การขนศพเป็นประเพณีพื้นบ้านทางไสยศาสตร์ของชนเผ่าแม้วซึ่งเกี่ยวโยงกับความเชื่อของลัทธิเต๋าหรือเหมาชาน เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘อี๋หลิง’ หรือการเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณ พิธีดังกล่าวมีต้นกำเนิดมาจากสี่อำเภอด้วยกัน คือ เมืองโบราณเฉินโจวในอำเภอหยวนหลิง อำเภอหลูซี อำเภอเฉินซีและอำเภอซวี่ผู่ ในสมัยราชวงศ์ชิงเรื่องเล่าเกี่ยวกับการขนศพนี้ก็ได้แพร่หลายไปทั่ว พิธีดังกล่าวเป็นพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เพื่อนำร่างของผู้ที่เสียชีวิตในต่างแดนกลับไปฝังยังบ้านเกิด
แม้ว่าพิธีขนศพในเซียงซีนี้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และยังยืนยันไม่ได้ด้วยตาเปล่า กระนั้นเรื่องราวลึกลับนี้ก็ได้กลายเป็นต้นแบบของภาพยนตร์สยองขวัญหลายเรื่องและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เครื่องลากศพ
ร่างของคนตายถูกเคลื่อนย้ายโดยคนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร นี่เป็นประเด็นที่นักวิชาการหลายคนกำลังทำการวิจัยซึ่งนักวิชาการแต่ละคนก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป
​บางคนเข้าใจว่าร่างกายของคนเราจะแข็งตัวทันทีหลังจากที่เสียชีวิตหรือที่เรียกกันว่า “สภาพที่กลายเป็นศพ” เมื่อผ่านไปสี่สิบแปดชั่วโมงบางส่วนของร่างกายก็จะฟื้นตัวกลับมานุ่มหลังจากนั้นก็จะกลับมาแข็งตัวอีกครั้งหนึ่ง แต่ในช่วงเวลานี้บริเวณข้อต่อที่มีขนาดใหญ่เช่นข้อต่อสะโพกจะยังสามารถมีการเคลื่อนไหวเล็กๆภายใต้การกระทำของแรงภายนอกเกิดขึ้นได้ นี่เป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขทางฟิสิกส์ที่อธิบายว่าคนตายสามารถเดินได้อย่างไร เมื่อนำศพสองศพมาเรียงต่อกันและจัดแขนทั้งสองข้างให้ตรงขนานกับพื้น จากนั้นใช้เชือกผูกที่แขนของศพทั้งสองข้างและยึดให้แน่นกับเสาไม้ไผ่ที่มีลักษณะยาวบาง ศพทั้งสองศพนี้ก็จะไม่ร่วงหล่นลงไป
​ในระหว่างนี้หากใช้เชือกผูกที่ร่างของศพศพแรกแล้วออกแรงดึงเบาๆที่ปลายเชือก ศพเหล่านี้ก็จะเดินโงนเงนได้เหมือนหุ่นกระบอกซึ่งจริงๆแล้วเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นเราอาจเรียกการกระทำดังกล่าวว่า “ลาก” จากมณฑลเสฉวนไปจนถึงเซียงซี สภาพภูมิศาสตร์มีความลาดชัน โดยทั่วไปก็จะต้องเดินในลักษณะที่เหมือนกับเดินลงจากภูเขาที่ลาดเอียง พลังงานศักยภาพก็จะเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ทำให้ร่างไร้วิญญาณสามารถเดินได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น ผู้ที่เคลื่อนย้ายศพจะคัดเลือกเส้นทางมาอย่างดีเพื่อให้ได้เส้นทางที่ต้องเดินขึ้นเนินน้อยที่สุดเนื่องจากบางเนินที่ชันจนเกินไปก็ไม่สามารถที่จะแบกศพผ่านไปได้จึงต้องแบกศพไปทีละศพ นี่ก็คือความลับสุดยอดของการเคลื่อนย้ายศพ

กระบวนการขนส่ง
​ที่เรียกกันว่า “ขนศพ” ที่จริงแล้วก็คือการ “แบกศพ”นั่นเอง
ผู้ที่ทำพิธีขนศพคืออาจารย์คนหนึ่งที่สวมเสื้อคลุมยาวตามลัทธิความเชื่อเต๋าซึ่งจะยืนอยู่ด้านหน้าของศพที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีดำ คนพื้นที่จะเรียกบุคคลท่านนี้ว่า “ช่างขนศพ” ซึ่งไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไรเขาก็จะใส่แค่รองเท้าแตะที่ทำขึ้นมาจากหญ้า สวมชุดสีน้ำเงิน พาดเข็มขัดหนังสีดำรอบเอว สวมหมวกสีน้ำเงินและถือฆ้องเงินไว้ในมือ
อาจารย์ผู้แบกศพจะนำทางอยู่ด้านหน้าของศพและจะไม่จุดโคมไฟเนื่องจากต้องเคาะฆ้องเงินไปด้วยระหว่างเดิน ในขณะเดียวกันก็ต้องสั้นกระดิ่งปลุกจิตวิญญาณเพื่อส่งสัญญานให้ผู้ที่เดินทางกลางคืนหลบออกไปหรือให้ผู้ที่เลี้ยงสุนัขขังสุนัขของตนไว้ให้ดี หากมีศพมากกว่าสองศพขึ้นไป อาจารย์จะใช้เชือกฟางมัดร่างของศพทีละศพเข้าด้วยกัน แต่ละศพจะห่างกันประมาณ 7-8 ฟุต เมื่อเดินทางตอนกลางคืน บนศีรษะของศพจะถูกสวมด้วยหมวกกำมะหยี่ทรงสูงและจะมีแผ่นยันต์สีเหลืองแขวนติดไว้บนหน้าผาก
คำอธิบายอื่นๆ
​การวิเคราะห์ของสื่อไต้หวันเชื่อว่าเครื่องมือหลักที่ใช้ในการขนส่งศพคือไม้ไผ่ อาจารย์ผู้แบกศพจะใช้ไม้ไผ่สอดเข้าไปในแขนเสื้อบริเวณใต้รักแร้ของศพและนำศพมาเรียงต่อกัน จากนั้นอาจารย์2ท่านที่อยู่ทางด้านหน้าและด้านหลังของศพก็จะยกไม้ไผ่ขึ้นเพื่อแบกศพ แขนทั้งสองข้างของศพจะถูกผูกติดกับไม้ไผ่ และแขนเสื้อที่มีขนาดใหญ่ก็ทำให้สามารถคลุมไม้ไผ่ไว้ได้ ความแข็งของไม้ไผ่ทำให้ศพเหล่านั้นโงนเงนไปมาในขณะที่ถูกแบก ดังนั้นหากมองจากที่ไกลๆก็จะเห็นเหมือนกับว่าศพเหล่านี้กำลังกระโดดไปข้างหน้า
​อีกหนึ่งคำอธิบายกล่าวว่า การขนศพนี้แท้จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมาของขบวนการลักลอบขนส่งยาเสพติดโดยใช้ประโยชน์จากเรื่องที่น่าขนลุกขนพองนี้เพื่อหลบหนีและปิดบังการลักลอบขนยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย

湘西赶尸 (中国湘西地区地域文化)
赶尸作为苗族一种民俗事项,是巫术的一部分,亦说与茅山术祝由科有关,又称移灵,发源于古辰州沅陵、泸溪、辰溪、溆浦四县。清朝就广为流传湘西“赶尸人”的传闻,即赶尸人利用“秘术”,将客死异乡的人的尸体带回家乡,让他们入土为安。
尽管“湘西赶尸”从未得到科学验证,也并未被亲眼证实,但是却成为很多惊悚电影的原型,从此广为人知。
机械拖尸
死尸怎么会被活人赶着走,很多科学家在进行研究。各说不一。
有人认为,人死后会立即僵硬,称之为“尸僵状态”,过四十八小时后,肌体就会恢复一些柔软,然后就又是发硬。但这时大的关节,例如髋关节,在外力作用下,还是能有小幅的活动的,这就是死人行走的物理条件之一。把两个尸体排好队,伸直前臂与地面平行,然后用长而细的竹竿顺着手臂用绳索固定,这两个尸体就连成一个立体的架子,不会翻倒了。
这时候如果拿一个绳子连在第一具尸体上,然后在另一头用手轻微用力一拉,尸体在外力的作用下,就象提线木偶一样歪歪斜斜的直腿走起来啦。事实上这样还不如叫“拖”来得明白。从川边到湘西,地理条件是向下倾斜的,走的一般都是向下的斜坡,势能转化为动能,尸体架子就能走得方便些,而这些小路,都是赶尸人精心选择,上坡极少,真就是有了拖不过的上坡,也说不得只好一个个背上去了。这就是赶尸的最大奥妙。
运输过程
所谓“赶尸”,其实就是“背尸”而已。
赶尸的人是一个身穿道袍的法师。这些披着黑色尸布的尸体前,有一个活人,当地人叫做“赶尸匠”。不管什么天气,都要穿着一双草鞋,身上穿一身青布长衫,腰间系一黑色腰带,头上戴一顶青布帽,手执铜锣。
法师不在尸后,而在尸前带路,不打灯笼,因为他是一面敲打着手中的小阴锣,一面领着这群尸体往前走的,手中摇着一个摄魂铃,让夜行人避开,通知有狗的人家把狗关起来。尸体若两个以上,赶尸匠就用草绳将尸体一个一个串起来,每隔七、八尺远一个,黑夜行走时,尸体头上戴上一个高筒毯帽,额上压着几张书着符的黄纸垂在脸上。
其它说法
台湾媒体的分析认为运尸的主要工具是竹子。运尸匠用竹子穿过死者大袖寿衣的腋下,将数具尸体排在一起,前后两名运尸匠便可抬竹子运尸。尸体的双臂被绑在竹子上,大袖使得竹子可以被遮住;而竹子的韧性使得前进时会上下晃动,带动尸体同样上下晃动,远观便有如尸体蹦跳状前进了。
另一种说法是,“赶尸”其实是黑帮的走私活动,借这种令人毛骨悚然的争相走避的队伍,掩饰贩毒非法行为。