Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


โชคชะตา ด้าย แดงและเฒ่าจันทรา

โชคชะตา ด้ายแดง และผู้เฒ่าพระจันทร์
มีคนจำนวนมากที่เชื่อในเรื่องเล่าของผู้เฒ่าพระจันทร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยก่อน คนโสดทั้งชายทั้งหญิงต่างก็เดินทางไปที่วัดของผู้เฒ่าพระจันทร์เพื่อที่จะถามถึงเนื้อคู่ของตน นอกจากนี้ก็หวังให้ผู้เฒ่าพระจันทร์ผูกด้ายแดงให้กับตัวเองรวมถึงขอให้ได้เจอกับเนื้อคู่ของตนในเร็ววัน แต่ก็ยังคนบางกลุ่มที่มีความเชื่อว่า โชคชะตาของมนุษย์ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว และจะต้องได้พบเนื้อคู่ของตัวเองในสักวันหนึ่ง เพราะผู้เฒ่าพระจันทร์ได้ผูกด้ายแดงให้เป็นที่เรียบร้อย
​ในปัจจุบันก็มีนิทานพื้นบ้านอยู่ 1 เรื่อง ที่จะทำให้ทุกคนได้รู้จักและศรัทธาในตัวผู้เฒ่าพระจันทร์ โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า
ในยุคราชวงศ์ถัง ชายผู้หนึ่งนามว่า เว่ยกู ได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่เมืองซ่ง และเช้าพักอยู่ที่โรงแรมทางใต้ ในคือวันหนึ่ง เว่ยกู ก็ไปเดินเล่นที่ถนนแล้วเขาก็ได้พบกับผู้เฒ่าท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ กำลังผลิกหน้ากระดาษของสมุดที่ทั้งใหญ่ทั้งหนา นอกจากนี้ข้างๆร่างของท่านก็มีถุงใบใหญ่ที่บรรจุด้ายสีแดงอยู่เต็มถุง เว่ยกูจึงเดินเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “คุณตาครับ ผมขอถามหน่อยว่าท่านกำลังอ่านหนังสืออะไรอยู่” ผู้เฒ่าคนนั้นก็ตอบกลับไปว่า “ในเล่มนี้คือหนังสือที่จดบันทึกเนื้อคู่ของชายหญิงทุกคนบนโลกใบนี้” เว่ยกูฟังแล้วก็ถามด้วยความแปลกใจอีกว่า “แล้วด้ายสีแดงที่อยู่ในถุงใบนั้น ท่านนำมาด้วยทำไม” ผู้เฒ่าก็ยิ้มแล้วตอบเว่ยกูไปว่า “ด้ายสีแดงพวกนี้ใช้เพื่อผูกข้อเท้าของชายหญิง ไม่ว่าพวกเขาทั้งสองจะมีอุปสรรคหรืออยู่ไกลกันแค่ไหน ฉันก็แค่นำด้ายแดงพวกนี้ไปผูกที่ข้อเท้าของพวกเขา พวกเขาก็จะได้มาพบเจอกัน จนรักกันและแต่งงานกันในที่สุด” เว่ยกูฟังแล้ว ก็ต้องไม่เชื่อในทันทีเป็นธรรมดา คิดว่าผู้เฒ่าคนนี้น่าจะหลอกเชาเล่น แต่เขาก็ยังถามคำถามต่างๆกับผู้เฒ่าแปลกๆคนนี้ต่ออีกมากมาย ขณะที่เขากำลังจะถาม ผู้เฒ่าท่านก็ลุกขึ้น แล้วนำหนังสือและถุงบรรจุด้ายแดง เดินไปทางตลาดขายข้าว พอถึงตลาด พวกเขาก็เห็นคนตาบอดคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็กหญิงวัยสามปีโดยประมาณเดินผ่านพวกเขาไป ผู้เฒ่าคนนั้นก็พูดกับเว่ยกูว่า “เด็กหญิงในอ้อมแขนของคนตาบอดคนนั้น คือภรรยาในอนาคตของเธอ” เว่ยกูฟังแล้วก็โมโห คิดว่าผู้เฒ่าคนนี้ต้องจงใจล้อเล่นกับเขาอย่างแน่นอน เพราะดูแล้วไม่มีทางมาเป็นภรรยาในอนาคตของเขาได้เลย เขาจึงสั่งให้คนรับใช้ของเขานำตัวเด็กหญิงผู้นั้นไปฆ่าทิ้งเสีย
แต่คนรับใช้คนนั้นก็ทำได้เพียงแค่เดินตรงเข้าไปแล้วนำมีดฟันเข้าที่ใบหน้าของเด็กหญิงแล้ววิ่งหนีไป หลัจากเหตุการณ์นั้น เว่ยกูก็ตั้งใจจะไปหาผู้เฒ่าคนนั้น แต่เมื่อกลับไป เขาก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของรอยเท้าของผู้เฒ่าคนนั้น
เมื่อเวลาผ่านไปนานถึง14ปี ในเวลานี้ เว่ยกูก็ได้เจอกับคนที่เขาเต็มใจจะแต่งงานด้วยจริงๆ คนคนนั้นเปรียบเสมือไข่มุกเม็ดงามที่ส่องประกายในมือของเจ้าเมือง เป็นหยิงสาวที่เติบโตมาได้อย่างสวยงาม แต่นางผู้นั้นกลับมีรอยแผลบนคิ้ว ซึ่งทำให้เว่ยกูเกิดความรู้สึกสงสัย จึงนำเรื่องนี้ไปถามเจ้าเมืองพ่อของนางว่า “เหตุใดทำให้นางมีแผลที่คิ้ว” เจ้าเมืองฟังแล้วก็ตอบกลับไปว่า “พูดไปแล้วก็น่าโกรธ ที่เมืองซ่งเมื่อ14ปีก่อน พี่เลี้ยงของนางก็อุ้มนางไว้ในอ้อมแขนเดินผ่านไปที่ตลาดขายข้าว อยู่ๆก็มีคนแปลกๆเดินเข้ามาทำร้ายโดยไม่มีเหตุผล โชคดีที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่ก็ได้ทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีในเรื่องร้ายจริงๆเลย” เว่ยกูฟังแล้วก็หยุดไปพักหนึ่ง เรื่องราวเมื่อ 14 ปีที่แล้วพรั่งพรูเข้ามาในสมองของเขา เขาได้แต่คิดว่า “อย่าบอกนะว่า นางคือคนเดียวกับเด็กหยิงที่ถูกทำร้ายคนนั้น” เขาถามเจ้าเมืองอย่างกังวลใจว่า “พี่เลี้ยงคนนั้น เป็นคนตาบอดรึเปล่า” เจ้าเมืองเห็นสีหน้าของว่าที่สามีลูกสาว เกี่ยวโยงกับคำถามแปลกๆ จึงถามกลับไปว่า “ก็ไม่ผิดนะ เขาเป็นคนตาบอด ว่าแต่เธอรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร” เว่ยกูได้แต่หน้าซีดด้วยความตกใจ พูดอะไรไม่ออก เมื่อสงบสติอารมณ์ได้ในเวลาต่อมา เขาก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมดเมื่อ 14ปีที่แล้วที่เมืองซ่ง รวมถึงเรื่องของผู้เฒ่าที่นั่งท่ามกลางแสงจันทร์ เจ้าเมืองฟังแล้ว ก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก เว่ยกูก็เพิ่งได้เข้าใจคำพูดของผุ้เฒ่า แล้วก็ได้รู้เลยว่าเรื่องทั้งหมดไม่ใช่เพียงเรื่องล้อเล่น เรื่องของโชคชะตาเนื้อคู่ก็เกิดจากการกำหนดของเทพทั้งนั้น ดังนั้นสามีภรรยาย่อมต้องให้คุณค่ากับคู่ชีวิตของตน ให้ความสำคัญกับชีวิตรัก ไม่นานเรื่องเรื่องนี้ก้ไปถึงเมืองซ่ง ทำให้คนในท้องถิ่นระลึกว่าเรื่องของผู้เฒ่าพระจันทร์เคยเกิดขึ้น โรงแรมที่เว่ยกูเคยไปพักก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงแรมแห่งสัญญารัก”
สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็แพร่หลาย และทำให้ผู้คนศรัทธาว่า การที่ชายหญิงได้คู่กันเกิดจากการผูกด้ายแดงของผู้เฒ่าพระจันทร์ คนรุ่นหลังจึงเรียกแม่สื่อว่า “ผู้เฒ่าพระจันทร์” หรือเรียกง่ายๆว่า “เยว่เหล่า”

月老牵红线的故事简介

很多人都相信月老的传说,尤其是在古代,单身的男女一般都会去月老庙, 求支姻缘签,问问自己的姻缘。并且希望月老可以为自己牵红线,早日碰到自己的有缘人。很多人也相信自己的命运是注定的,在出生的那一刻,月老就已经把红线牵好了。本期民间故事为大家介绍月老的传说。

我国唐朝时候,有一为名叫韦固的人,有一次,他到宋城去旅行,住宿在南店里。一天晚上,韦固在街上闲逛,看到月光之下有一个老人席地而坐,正在那里翻一本又大又厚的书,而他身边则放着一个装满了红色绳子的大布袋。韦固很好奇的过去问他说:“老伯伯,请问你在看什么书啊!”那老人回答说:“这是一本记载天下男女婚姻的书。”韦固听了以后更加好奇,就再问说:“那你袋子里的红绳子,又是做什么用的呢?”老人微笑着对韦固说:“这些红绳是用来系夫妻的脚的,不管男女双方是仇人或者距离很远,我只要用这些红绳系在他们的脚上,他们就一定会和好,并且结成夫妻。” 韦固听了,自然不会相信,以为老人是和他说着玩的,但是他对这古怪的老人,仍旧充满了好奇,当他想要在问他一些问题的时候,老人已经站起来,带着他的书与袋子,向米市走去,韦固也就跟着他走。到了米市,他们看见一个盲妇抱着一个三岁左右的小女孩迎面走过来,老人便对韦固说:“这盲妇手里抱的小女还便是你将来的妻子。”韦固听了很生气,以为老人故意开他玩笑,便叫佳奴去把那小女孩杀掉,看他将来还会不会成为自己的妻子。
家奴跑上前去,刺了女孩一刀以后,就立刻跑了。当韦固在要去找那老人算帐时,却已经不见他的踪影了。光阴似箭,转眼十四年过去了,这时韦固以找到满意的对象,即将结婚。对方是相州刺史王泰的掌上明珠,人长得很漂亮,只是眉间有一道疤痕。韦固觉得非常奇怪,于是便问他的岳父说:“为什么他的眉间有疤痕呢?”
相州刺史听了以后便说:“说来令人气愤,14年前在宋城,有一天保母陈氏抱着他从米市走过,有一个狂徒,竟然无缘无故的刺了她一刀,幸好没有生命危险,只留下这道伤疤,真是不幸中的大幸呢!”韦固听了,愣了一下,14年前的那段往事迅速的浮现在他的脑海里。他想:难道他就是自己命仆人刺杀的小女孩?
于是便很紧张的追问说:“那保姆是不是一个失明的盲妇?”王泰看到女婿的脸色有意,且问得蹊跷,便反问他说:“没错,是个盲妇,可是,你怎么会知道呢?” 
韦固证实了这个的时候,真是大惊失色,一时间答不出话来,过了好一会儿才平静下来,然后把14年前在宋城,遇到月下老人的是,全盘说出。王泰听了,也感到惊讶不已。韦固这才明白月下老人的话,并非开玩笑,他们的姻缘真的是由神作主的。因而夫妇更加珍惜这段婚姻,过着恩爱的生活。不久这件事传到宋城,当地的人为了纪念月下老人的出现,便把南店改为“订婚店”。  
由于这个故事的流传,使得大家相信:男女结合是由月下老人系红绳,加以撮合的,所以,后人就把媒人叫做“月下老人”,简称为“月老”。

ที่มาของบทความ :https://3g.d1xz.net/wenhua/minzu/art103701.aspx