Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


แปล 《春》

เกาชูอิง

“คุณหนูรองคะ คุณนายให้มาตามไปเล่นไพ่นกกระจอกค่ะ” สาวใช้ของตระกูลสี่เดินเข้ามาเชิญด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
คุณหนูรองเกาชูอิงที่กำลังอ่านหนังสืออย่างใจจดใจจ่ออยู่ข้างหน้าต่าง เมื่อได้ยินสาวใช้เชิญดังนั้นก็รู้สึกลำบากใจ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตอบปฏิเสธไป “วันนี้ฉันไม่ค่อยสบาย ไม่อยากเล่นไพ่นกกระจอก เธอไปชวนคุณชายใหญ่สิ เดี๋ยวเขาก็กลับมาแล้ว”
หลังจากที่สาวใช้เดินออกไป เธอก็ยกหนังสือขึ้นมาอีก แต่กลับไม่มีสมาธิที่จะอ่านเสียเลย เธอเอาแต่ใจลอยคิดถึงแต่เรื่องในอดีตและสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน ช่วงนี้ คฤหาสน์หลังนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงมากมาย ทุกเหตุการณ์ล้วนทิ้งร่องรอยที่ยากจะลบเลือนเอาไว้ หนึ่งในนั้นคือการตายของท่านปู่และพี่สะใภ้ อีกทั้งพี่เจว๋ฮุ่ยที่ออกจากบ้านไป ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเกิดเรื่องราวเหล่านี้ เธอเองก็ได้รับผลกระทบมากมาย
เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งจะเห็นว่าบ้านเป็นสถานที่ที่น่ากลัวและหนีจากไป ดูเหมือนว่าตอนนี้ตัวเธอเองก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ปีก่อน คนอื่นมักจะบอกว่าเธอเป็นตรงไปตรงมา พูดเก่ง ยิ้มง่าย แต่ตอนนี้เธอกลับเอาแต่อ่านหนังสืออยู่เพียงลำพังในบ้านเป็นเวลานานหลายชั่วโมง บางครั้งก็ไปเดินเล่นคิดอะไรเรื่อยเปื่อยในสวนดอกไม้ บ้างก็ไปยืนมองน้ำอยู่บนสะพานโค้ง ราวกับว่ามีแรงปรารถนาบางอย่างกำลังดึงดูดเธอ ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างหายไปจากใจของเธอ ใจของเธอช่างว่างเปล่า ต้องเจ็บปวดเพียงลำพังอยู่บ่อยครั้ง เธอเข้าใจสาเหตุดี เธอทุกข์ใจอย่างมาก แต่ก็ไม่อยากจะคิดอะไรไปมากกว่านี้ คิดเกี่ยวกับเรื่องชีวิตแต่งงานของเธอ ตอนที่ท่านปู่ยังมีชีวิตอยู่ ได้ให้เธอหมั้นหมายกับลูกชายคนรองของเฉินเคอเจีย และก็ได้แต่งงานกันในปีเดียวกันนั้น เธอได้ยินมาว่าชื่อเสียงตระกูลเฉินไม่ค่อยดีนัก คุณชายรองเป็นคนไม่ดีใฝ่ดี ติดการพนัน บ้าดารา เธอทราบเรื่องเพราะได้ยินที่ ชุ่ยหวนสาวใช้กับพี่เจว๋หมินคุยกัน เธอไม่อยากแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยเพียงนี้ และไม่อยากแต่งงานกับคนเช่นนี้ด้วย แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเชื่อฟังคำสั่งของพ่อแม่ แม้แต่ตัวของเธอเองก็ไม่ได้ใส่ใจ แม้ว่าเธอจะมีอายุเพียง 17 ปี แต่เธอกลับรู้สึกถึงความทุกข์ระทมแสนสาหัส

2
พ่อแม่ของหล่อนไม่เคยรับรู้เรื่องทั้งหมดนี้เลย ในช่วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่ทำให้หล่อนรู้สึกสบายใจ มีเพียงการพูดคุยกับญาติพี่น้องร่วมชายคาเดียวกัน และนิยายตะวันตกกับนิตยสารออกใหม่ไม่กี่ฉบับที่ยืมมาจากพี่เจวี๋ยซินเท่านั้น หล่อนได้เห็นชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งในหนังสือเหล่านั้น ผู้หญิงในหนังสือสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ อีกทั้งยังใช้ชีวิตอย่างอิสระ ช่างแตกต่างจากหล่อนโดยสิ้นเชิง หล่อนจึงรักหนังสือเหล่านั้นมาก ทว่า หล่อนไม่สามารถอ่านหนังสืออย่างสงบสุขได้ เพราะมักมีเรื่องมารบกวนอยู่เสมอ เช่น การเล่นไพ่เป็นเพื่อนพวกผู้ใหญ่ หล่อนใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เมื่อจินตนาการถึงชีวิตในวันข้างหน้าก็ยิ่งทำให้หล่อนรู้สึกกังวลใจ หล่อนรู้สึกว่าตอนนี้ชีวิตของตนเองไม่มีความหวังเลยสักนิด หล่อนวางหนังสือลง แล้วเดินออกจากห้องไปอย่างไร้ชีวิตชีวา
หล่อนเดินเรื่อยเปื่อยไปถึงริมหน้าต่างห้องน้องซูหวา ได้ยินเสียงซูหวาตะโกนเรียกจากในห้องว่า “พี่สอง รีบมาเร็ว พี่ฉินมาถึงแล้ว”
ฉินไม่ได้มาบ้านตระกูลเกาหลายวันแล้ว ซูอิงจึงขอร้องให้ฉินอยู่ต่อ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ ไม่ต้องไปเรียน ฉินจึงอยู่ต่อตามคำขอร้องของซูอิง ซูหวาพูดหยอกล้อว่า พี่ฉินทำเป็นเห็นแก่น้อง ที่จริงแล้วพี่อยู่ต่อเพราะพี่เจวี๋ยหมินต่างหาก ทว่าฉินไม่ถือสาคำหยอกล้อของน้อง ๆ
พลบค่ำวันต่อมา ฉินนั่งพูดคุยกับคนอื่นที่ริมหน้าต่างในห้องคุณนายโจว เจวี๋ยซินบอกฉินด้วยเสียงเบา ๆ ว่า
“เพิ่งมีจดหมายมาจากน้องสาม”
“อยู่ที่ไหนล่ะ เอามาให้น้องดูเร็ว” ซูหวาแย่งถามขึ้นมา
“อยู่ที่อาสามโน่น” เจวี๋ยซินตอบ อาสามที่เขาพูดถึงก็คือ เค่อหมิง พ่อของซูอิง
“ผมคิดว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเอาจดหมายให้อาสามอ่าน จดหมายของน้องสามเขียนถึงพวกเราต่างหาก” เจวี๋ยหมินพูดอย่างจริงจัง
“ทว่า อาสามเป็นหัวหน้าครอบครัว ท่านเคยสั่งไว้อย่างนี้ พวกเราขัดคำสั่งท่านไม่ได้” เจวี๋ยซินพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า

ฉินมองใบหน้าอันแดงระเรื่อของซูอิง เห็นหล่อนกำลังก้มหน้าก้มตาจัดชายเสื้ออยู่ ฉินเหลือบมองเจวี๋ยหมิน ไม่รอให้เขาได้ทันเปิดปากก็ถามขึ้นมาว่า “น้องสามอยู่ที่เซี่ยงไฮ้สบายดีไหม ในจดหมายเขียนว่าอะไรบ้าง”
“น้องสามส่งบทความเกี่ยวกับความรู้สึกต่อครอบครัวใหญ่มาบทความหนึ่ง” เจวี๋ยซินหันมาทางเจวี๋ยหมินและพูดต่อว่า “บอกให้พี่อ่านและส่งต่อให้น้องนำไปตีพิมพ์ แต่บทความนี้พี่ไม่ได้เอาไปให้อาสามดูหรอก”
“พี่ชายใหญ่” จู่ ๆ ซูอิงก็ขอร้องขึ้นมาว่า “ครั้งหน้าถ้าพี่เ ขียนจดหมายถึงพี่สาม พี่ช่วยบอกให้พี่สามไถ่ถามสถานการณ์โรงเรียนเซี่ยงไฮ้มาให้น้องหน่อยได้ไหมคะ”
“น้องสอง นี่น้อง…” เจวี๋ยซินมองซูอิงที่กำลังขอร้องด้วยความกระตือรือร้นอย่างประหลาดใจ
ซูอิงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเจวี๋ยซินเล็กน้อย และพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า “น้องแค่ลองถามดูเท่านั้น”

8
บทที่สอง ชะตาชีวิตของลูกผู้หญิง
คุณนายโจวไม่ได้สนใจบทสนทนาของพวกหนุ่มสาวสักนิด สิ่งที่เธอกังวลใจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง พี่น้องที่บ้านเธอที่เป็นพวกเดียวกับลุงโจวปั๋วเทาของพวกเจวี๋ยซินนั้นจะกลับมาในเมือง ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เธอได้รับจดหมายจากบ้านสกุลโจวบอกว่าที่นั่นไม่ค่อยสงบเท่าไรนัก ทหารมักจะก่อความไม่สงบอยู่เสมอ เดือนหน้านี้พวกเขาจะเตรียมการเคลื่อนไหวจึงจะขอให้เจวี๋ยซินเช่าห้องให้
ในเวลานี้คุณนายโจวถือโอกาสตอนที่ไห่เอ๋อร์ขอให้ฉินเล่าเรื่องต่างๆอยู่ พูดคุยกับเจวี๋ยซินถึงเรื่องราวของบ้านสกุลโจว หลังจากนั้นยังพูดถึงน้องฮุ่ยของเจวี๋ยซินอีกด้วย

“เจ้าฮุ่ยได้หมั้นหมายกับทางบ้านสกุลเจิ้งแล้ว ทางบ้านผู้ชายเป็นเพื่อนร่วมงานของพ่อเธอ และยังเป็นพ่อสื่อในฐานะเจ้านายอีกด้วย ตอนนั้นได้ตกลงอย่างไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว หลังจากนั้นถึงจะทราบว่า นิสัยของคุณชายไม่ค่อยดีเท่าไรและอารมณ์ร้าย คุณยายและคุณป้าต่างก็ไม่เต็มใจ อยากจะยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้เหลือเกิน แต่ว่าคุณลุงไม่ยอมเสียหน้าและตอนนี้ก็ได้เดินทางมาถึงเมืองเพื่อจัดงานแต่งกันแล้ว” น้ำเสียงของคุณนายโจวแฝงไปด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย

แรกเริ่มเดิมทีซูอิงก็ยังฟังฉินเล่าเรื่องต่างๆกับพวกหนุ่มสาวเหล่านั้น หากให้หลังกลับสนใจการสนทนาของคุณนายโจวและเจวี๋ยซิน การสนทนาของพวกเขาทำให้เธอนึกถึงเรื่องอื่นๆ เธอไม่ได้อยากร่วมวงสนทนาของพวกเขาหรอก แต่ท้ายที่สุดแล้วเธอก็อดรนทนไม่ได้ เธอจึงรวบรวมความกล้าถามออกไปว่า “คุณป้าคะ ในเมื่อคุณยายโจวกับคุณป้าต่างก็ไม่เต็มใจ เพราะอะไรถึงไม่ยกเลิกงานแต่งเล่าคะ เช่นนี้ไม่ถือเป็นการทรมานพี่ฮุ่ยทั้งชีวิตหรือ”

เจวี๋ยซินได้ยินคำพูดนี้ จึงหันไปมองเธออย่างประหลาดใจ เขาเห็นดวงตาที่มีน้ำตาคลออยู่ทั้งคู่ของเธอ ราวกับว่าจะร้องไห้ออกมาอย่างนั้น
คุณนายโจวถอนหายใจเบาๆ ตอบกลับไปว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างต่างก็ขึ้นอยู่กับชะตาชีวิตนั่นเอง ไม่มีใครโทษใครได้ เกิดเป็นลูกผู้หญิงแล้วก็เลี่ยงชะตากรรมอันโหดร้ายไม่ได้หรอก และใช่พี่ฮุ่ยของเธอคนเดียวที่ไหนกัน เธอไม่เห็นเรื่องของพี่เหมยของเธอหรือ พวกเราจะคิดหาวิธีแก้ปัญหาอะไรได้อีกเล่า ทำได้เพียงแค่วิงวอนว่าชาติหน้าฉันใดอย่าได้เกิดเป็นลูกผู้หญิงอีกเลยเถิด”

ซูอิงได้ฟังคำตอบแล้ว ราวกับมีหมัดชกเข้ามาที่หัวใจของเธอ เพราะอะไรผู้หญิงถึงไม่ทัดเทียมผู้ชายเล่า เพราะอะไรชะตากรรมจึงโหดร้ายแต่เพียงกับผู้หญิงเท่านั้นกันเล่า เธอไม่อยากเชื่อชะตาลิขิต หากแต่ความจริงนั้นไม่ได้ประจักษ์เด่นต่อสายตาเธอแล้วหรือ เธอไม่สามารถเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาชั่วขณะนั้น

9-10
“ผมไม่เห็นด้วยกับที่คุณแม่พูด จะชายหรือหญิงก็เป็นคนเหมือนกัน …” แม้ว่าเจวี๋ยหมินจะฟังฉินเล่านิทานอยู่ แต่ก็ยังได้ยินคำพูดที่โจวซื่อสนทนากันเป็นบางประโยค เขาอดไม่ได้จึงยิ้มและโต้คำพูดของแม่เลี้ยง จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะปลอบใจซูอิง
โจวซื่อไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย รอเจวี๋ยหมินพูดจนจบแล้วจึงกล่าวขึ้นช้าๆว่า “เธอนี่ท่าจะอ่านหนังสือสมัยใหม่จนสมองกลับไปแล้วสินะ ถ้ายกเหตุผลสมัยใหม่มาพูดนี่ ฉันพูดสู้เธอไม่ได้หรอก อย่างไรก็ตาม เป็นผู้หญิงแต่ไหนแต่ไรก็ต้องยึดมั่นหลักสามเชื่อฟังสี่จรรยา ถ้าเธอทำตัวนอกรีตอยู่คนเดียว คนอื่นก็จะว่าเอาได้ “
ฉินยังไม่ทันเล่านิทานจบ แต่ก็อาศัยตอนที่ไห่เอ๋อร์ถามขึ้นมา หันไปกล่าวโต้แกมหยอกเย้าว่า “ที่คุณป้ากล่าวก็ไม่ถูกเสียทีเดียว หากไม่มีคนทำตัวนอกรีต แล้วโลกนี้จะพัฒนาไปได้อย่างไรกันคะ” ที่แท้เธอก็ฟังที่พวกโจวซื่อคุยกันอยู่ตลอด
“ หนูฉิน ฉันไม่เข้าใจคำพวกนั้นที่หนูพูดหรอก ฉันพูดสู้หนูไม่ได้ ฉันมันกลายเป็นโบราณวัตถุไปเสียแล้ว ” โจวซื่อไม่คิดอยากต่อปากต่อคำกับคนหนุ่มสาว จึงพูดติดตลกเพื่อเปลี่ยนประเด็นไปเสีย
ทันใดนั้นเอง หนุ่มรับใช้ก็เดินเข้ามาพูดกับกับโจวซื่อว่า “คุณผู้หญิงครับ คุณนายแม่ของคุณฉินส่งคนมารับคุณฉินกลับครับ”
“ รู้แล้ว เธอไปบอกให้เขารอสักครู่ไป “ โจวซื่อไม่ถามความเห็นของฉินสักคำก็สั่งไปดังนั้น
“คุณอาฉิน อย่ากลับไปนะ อยู่ที่บ้านเรา เล่านิทานให้ผมฟังทุกวันเลยได้ไหมครับ” ไห่เอ๋อร์คว้าแขนเสื้อของฉินแล้วพูดอย่างไร้เดียงสา
“ไห่เอ๋อร์ เอาล่ะๆ เล่าก็เล่า แต่พรุ่งนี้เช้าอาจะต้องไปเรียนนะ” ฉินกล่าวตอบ
ไห่เอ๋อร์คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “เรียนเป็นเรื่องดี เตี่ยบอกว่าคนดีก็ต้องเรียนหนังสือกันทั้งนั้น ผมโตขึ้นก็ต้องเรียนเหมือนกัน เตี่ยสอนหนังสือผมทุกวัน เตี่ยบอกว่าให้ผมตั้งใจเรียน เชื่อฟังคำสั่งสอน ม๊าจะได้ดีใจ เตี่ยบอกว่าม๊าอยู่บนสวรรค์ มองลงมาเห็นผมทุกวันเลย แต่ผมมองไม่เห็นท่านหรอก ผมว่าม๊าต้องมีความสุขมาก และต้องคิดถึงผมแน่ๆ ต้องมีสักวันที่ผมจะได้เจอม๊าอีก ผมมีเรื่องจะเล่าให้ท่านฟังเยอะแยะไปหมด ” ใบหน้าของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความจริงจัง ไม่มีความเศร้าโศกแม้แต่น้อย แต่ทว่าคำพูดของเขานั้น กลับทำให้หลายๆคนนึกถึงความทรงจำที่เจ็บปวด ส่วนเจวี๋ยซินก็ได้แต่แอบน้ำตาไหลอยู่เงียบๆ

จบ 3/4/60

15-16
บทที่ 3 หว่านเอ๋อร์กลับบ้าน
ผ่านมาสองสามวัน ก็เป็นวันเกิดของคุณนายจางชื่อบ้านสาม บ้านตระกูลเกาคึกคักอย่างมาก จุดธูปสักการะเทพเจ้า ผู้คนล้วนมาแสดงความยินดีให้กับจางซื่อและเค่อหมิงสามีของเธอ ในห้องครัวก็จัดเตรียมหมี่สำหรับวันเกิด
หว่านเอ๋อร์ที่เคยรับใช้คุณนายจางซื่อบ้านสาม ซึ่งแต่เดิมไปเป็นอนุภรรยาของเฟิงเล่อชานก็ได้มาแสดงความยินดีด้วย เพียงแต่เธอมาช้าไปเสียหน่อย คุณนายจางชื่อกลับบ้านแม่ไปแล้ว เค่อหมิงก็ไปที่ทำงาน ซูอิงจึงมาต้อนรับเธอ
“หว่านเอ๋อร์ เราทุกคนคิดถึงเธอมาก ครึ่งปีกว่ามาแล้วเธอไม่ค่อยกลับมาเลย” ซูอิงพูด
“ฉันก็คิดถึงพวกเธอเหมือนกัน แต่ตอนนี้ฉันเป็นคนของพวกเขาแล้ว จะตัดสินใจทำอะไรด้วยตนเองได้อย่างไรกัน วันนี้ถ้าหากไม่ใช่เพราะมาแสดงความยินดีในวันเกิดคุณนาย ก็มาไม่ได้หรอก” หว่านเอ๋อร์พูดด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ
“เธออย่าไปกลัวพวกเขาสิ อย่างแย่ที่สุดคือถูกพวกเขาด่า ยังไงซะก็ยังไม่ตาย” ซูหวาพูดด้วยความโกรธเคือง
“น้องสาม อย่าคิดว่าทุกคนเป็นเหมือนกับน้อง ไม่กลัวฟ้ากลัวดินแบบนี้” ซูอิงพูดพลางอมยิ้มตำหนิซูหวา
“ที่คุณหนูสามพูดก็มีเหตุผลนะคะ บางทีฉันก็คิดแบบนี้ เขาอยากตีอยากด่าฉันก็แล้วแต่ ฉันตัดสินใจเด็ดขาดแล้วที่จะไม่ไปยี่หระพวกเขาแม้สักนิด เพราะว่าคิดแบบนี้ ฉันถึงยังไม่ถูกทรมานจนตาย” หว่านเอ๋อร์พูดด้วยความแค้น พลางถอนหายใจลึก ๆ
“เธอพูดว่าพวกเขายังด่ายังตีเธออยู่หรือ” ซูหวาถามอย่างประหลาดใจ
ใบหน้าของหว่านเอ๋อร์เปลี่ยนเป็นสีแดง หันไปมองรอบ ๆ แล้วพับแขนเสื้อซ้ายขึ้น ซูอิงและซูหวามองเห็นแต่รอยแผลกว้าง ๆ สองเส้นที่อยู่บนต้นแขนขาว ๆ เมื่อมองขึ้นไปอีกก็ยังเห็นแผลจากรอยกัด หว่านเอ๋อร์พูดเบา ๆ ต่อไปว่า “นี่เป็นแค่บาดแผลช่วงนี้ ที่ผ่านมามีนับไม่ถ้วนเลย”
ซูอิงมองด้วยความหวาดกลัว แต่ซูหวากลับมองอย่างโกรธเคือง
หว่านเอ๋อร์ยังพูดต่ออีกว่า “คุณนายเฝิงหน้าเนื้อใจเสือ เธอเก่งนักเรื่องทรมานคน เวลาเธอด่าใครไม่ว่าคำนั้นจะหยาบแค่ไหนเธอก็ด่าออกมาได้ แต่เวลาอยู่ต่อหน้าคนกลับทำตัวเป็นแม่พระ แผลฉันนี้ก็ได้มาจากที่คุณชายเฝิงทุบตี ไม่ใช่แค่ทุบตีแต่ยังกัดฉันด้วย ยามพวกเขาโกรธนั้นเหมือนไม่ใช่คน แต่เป็นเยี่ยงสัตว์ดุร้าย บางทีฉันก็เกลียดเขาเข้ากระดูกดำ แต่พวกเขาคนเยอะกว่า ฉันอยู่ตัวคนเดียว อีกทั้งไม่มีญาติ”
“เธออย่าพูดแบบนี้เลย เราทุกคนนั้นเป็นญาติของเธอ พวกเราจะช่วยฟ้องร้องดำเนินคดีให้เธอเอง และจะขอให้อาสามช่วยเป็นทนายความให้” ซูหวาพูดอย่างกระตือรือร้น
—————————————————————
“คุณหนูสามไม่ต้องพูดเรื่องฟ้องร้องดำเนินคดีอะไรนั่นหรอก” หว่านเอ๋อร์ส่ายศีรษะพลางพูดอย่างเจ็บปวด “คนพวกนั้นมีทั้งเงินทั้งอำนาจ เพื่อนฝูงที่เป็นคนใหญ่คนโตก็มีเยอะ จะดำเนินคดีกับเขาน่ะหรือ เงินมากมายขนาดนั้นยังไงเขาก็ชนะ” แล้วหว่านเอ๋อร์ก็เล่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นทำนองนี้

?????
“ซาเซียวเจ้ (คุณหนูที่สาม) ท่านอย่าเพิ่งด่วนกล่าวถึงเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลเลย” อ้วงยี้ส่ายหน้าพลางกล่าว
อย่างขื่นขม “เจ้าเฒ่านั่น มีเงินทองมีอำนาจ มิตรสหายเป็นขุนนางใหญ่ก็มีมาก กล่าวถึงขึ้นโรงขึ้นศาล เงินทองทั้งหลายของมันคงได้มาจากการฟ้องร้องทั้งสิ้น” หลังจากนั้นอ้วงยี้จึงเล่าเรื่องประเภทนี้ขึ้นมา;
————————————————————————————-
ปังลักซัวมีสหายแซ่เต็งผู้หนึ่งเสียชีวิตไปแล้ว เหลือไว้เพียงบุตรกำพร้าภรรยาหม้าย ครานั้น ตระกูลปังยังมิมีเงินทองสักกี่มากน้อย หากแต่ตระกูลปังนั้นมีเงินทองมากมาย เต็งเล่าไท่ไท่ (ภรรยาชราของผู้แซ่เต็ง)
เชิญปังลักซัวมาช่วยดูแลเงินทอง มันหลอกเงินทองและที่นาของตระกูลเต็งมาได้อย่างอำมหิต บังคับให้ตระกูลเต็งต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาลกับมัน ปังลักซัวได้เชิญตั้งเคียกแกมาเป็นทนายว่าความให้ ตั้งเคียกแกผู้นี้เป็นสหายสนิทของปังลักซัว ปังลักซัวใช้เงินไปไม่มากก็ชนะคดีความ ตระกูลเต็งสู้คดีถึงสองปี แม้แต่คฤหาสน์ที่อาศัยยังต้องขายออกไป
“คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าคนประเภทนี้ยังมีคนนับถือมันอยู่ทั่วไป แม้แต่ซาเล่าเอี้ย (นายที่สาม) ยังนับถือมัน
เพียงนั้น ไม่ทราบว่าซาเล่าเอี้ยทราบเรื่องราวเล่านี้หรือไม่?” อ้วงยี้กล่าวทิ้งท้าย
สกเอ็งถอนหายใจยาว เมื่ออ้วงยี้กลาวถึงนามตั้งเคียกแก ในใจของนางก็ยิ่งตระหนก
สกฮัวถอนหายใจอย่างขุ่นเคือง ก่อนนี้นางคิดว่าเรื่องราวที่นางพบเห็นในบ้านนั้นโสมมที่สุดแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อนำมาเปรียบกับเรื่องราวของปังลักซัวกลับห่างชั้นกันยิ่ง นางทราบว่านางไม่มีทางที่จะช่วยเหลืออ้วงยี้ได้
ทุกคนล้วนนิ่งเงียบ สกเอ็งพูดขึ้นประโยคหนึ่งว่า “ซาเล่าเอี้ยคงมิทราบ” จึงก้มหน้าและนิ่งเงียบไป
“ตั้งเคียกแก ปังลักซัว ล้วนแล้วแต่หยาบช้ามิต่างกัน ซาป๊า (บิดาที่สาม) ไม่ทราบเป็นแน่ ข้าพเจ้าเกลียดนัก” สกฮัวกระทืบเท้าอย่างโมโหคราหนึ่ง
สกเอ็งเงยศีรษะขึ้นมองนางอย่างตกใจ

บทที่สี่
หุยและจิวเล่าไท่ไท่ (ภรรยาชราของผู้แซ่จิว) ยายหลานมาถึงบ้านตระกูลเกาแล้ว สกเอ็งพอเข้าประตูไปก็เห็นคนหลายคนยืนขึ้น เสื้อผ้าอาภรณ์พรรณห้าสีหกสันเมื่อนางมองแล้วสายตาก็พร่าไป หลังจากนางคารวะผู้อาวุโสและพบหน้าหุยแล้ว นางนั่งลงข้าง ๆ บ้อชิงเตียสี (มารดาแซ่เตีย) หลังจากนั้น สี่ไท่ไท่อ้วงสี (คุณนายที่สี่แซ่อ้วง), โหงวไท่ไท่ซิ่มสี (คุณนายที่ห้าแซ่แซ่ซิ่ม) และสกเจ็งบุตรีของนาง ก็มาถึง เหล่าแขกเหรื่อและเจ้าบ้านก็ทักทายปราศรัยแลกของขวัญกัน

21
ทุกคนกำลังพูดคุยกันต่อไปเรื่อยๆ ซูอิงอาศัยเวลานี้มองดูบรรดาแขกเหรื่ออย่างละเอียด ฮุ่ยมีใบหน้ารูปไข่ รูปร่างสูงและหุ่นดี หล่อนสวมกระโปรงสีชมพู ด้านหลังศีรษะเกล้ามวยเป็นวงรี ฮุ่ยกำลังตั้งใจฟังคุณนายสกุลโจวพูด หล่อนหัวเราะเล็กน้อย แต่ดวงตากลับมีอารมณ์กังวล ทันใดนั้นซูอิงก็คิดถึงเรื่องนั้นที่ คุณนายสกุลโจวพูด คิดถึงโชคชะตาของสาวน้อยคนนี้ยิ่งขึ้นไปอีกจึงไม่ค่อยสบายใจ หล่อนจ้องใบหน้าที่สะสวยอย่างครุ่นคิด
สิ่งที่บรรดาแขกของคุณนายสกุลโจวพูดคุยกันไม่ใช่เรื่องอันใดนอกเสียจากเรื่องราวชีวิตที่เทศมณฑลไว่โจว และสิ่งที่พวกหล่อนชอบฟังก็คือการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของมณฑลในรอบ 4 ปี และเรื่องราวทั่วไปของญาติๆ ทุกคนมีความสุขที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันหนึ่งวัน ตกเย็นบรรดาแขกเหรื่อก็กลับไป ซูอิงหวังให้ฮุ่ยอยู่ต่อ แต่เนื่องจากซูอิงไม่มีธุระและต้องได้รับอนุญาตจากพ่อก่อน ดังนั้นฮุ่ยจึงกลับไปพร้อมกับญาติๆ
ผู้ส่งแขกเดินผ่านห้องรับรองที่มีสวนอยู่รอบๆ คนรับใช้รายงานว่า นายท่านที่สามกำลังรับแขกอยู่ในห้องรับรอง แขกที่ว่าก็คือ นายท่านเฝิง
นายท่านเฝิง อักษรสามตัวนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางศีรษะของซูอิง หล่อนแทบจะร้องไห้ออกมาโดยปราศจากเสียง สองสามวันก่อน หล่อนได้ยินหว่านเอ๋อร์บอกเล่าอย่างทุกข์ทรมานเรื่องชีวิตในบ้านตระกูลเฝิง และเรื่องของตระกูลเฉิน คำพูดเหล่านี้พ่อและแม่ของซูอิงควรรับรู้ด้วย แต่ทว่า เรื่องนี้กลับไม่สามารถยับยั้งให้พ่อแม่ไม่ทำตามคำพูดของเฝิงเล่อซานได้ ถึงอย่างไรพ่อก็ยังคงจะให้หล่อนแต่งงานกับคนในตระกูลเฉิน เฝิงเล่อซานคนนี้เป็นต้นเหตุแห่งหายนะที่เกิดขึ้นกับหล่อน บัดนี้เขามาอีกแล้ว หล่อนไม่สามารถคิดต่อไปอีกได้
“เฝิงเล่อซาน เขามาอีกทำไมกัน” เจวี๋ยหมินพูดแบบยิ้มเยาะ เฝิงเล่อซาน สุภาพบุรุษผู้มีชื่อเสียง ประธานสมาคมลัทธิขงจื๊อ ศัตรูของขบวนการวัฒนธรรมใหม่ หนึ่งปีก่อน เจวี๋ยหมินเคยถูกปู่บังคับให้แต่งงานกับเหลนของเฝิงเล่อซาน ต่อมายังต้องอาศัยการต่อสู้ของตนเองถึงจะได้รับชัยชนะ บัดนี้เฝิงเล่อซานมาอีกแล้ว เขาคิดว่าเฝิงเล่อซานคนนี้อาจจะมาด้วยเรื่องของซูอิง จิตใจของเจวี๋ยหมินเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ความรักระหว่างพี่น้องรวมไปถึงความเดือดดาลเข้ามาครอบครองจิตใจ “ฉันจะต้องช่วยหล่อนให้ได้” เขาคิดเช่นนี้
ส่งแขกเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกของคุณนายสกุลโจวเข้าไปข้างในก่อน ซูอิงและบรรดาพี่สาวน้องสาวเดินตามหลัง บังเอิญพบเค่อหมิงส่งเฝิงเล่อซานกลับไปพอดี พวกเธอหลบให้เฝิงเล่อซานเดินผ่านไปก่อน พวกหล่อนเห็นเค่อหมิงส่งแขกกลับ ก็เข้าไปหาเค่อหมิงเพื่อทักทาย
“แขกที่คุณลุงสามต้อนรับไปสักครู่คือเฝิงเล่อซานกระมังคะ” ฉินถามต่อ
“ถูกต้อง สาวน้อย ทำไมหนูถึงรู้จักเขาล่ะ” เค่อหมิงถามกลับอย่างประหลาดใจ
—————————————————————–
ฉินหัวเราะเล็กน้อยแล้วพูดว่า “เฝิงเล่อซานเคยมาพูดสุนทรพจน์ที่โรงเรียนของพวกเราครั้งหนึ่งค่ะ เขาพูดว่าผู้หญิงไม่มีความสามารถเป็นคุณลักษณะอันดีงาม พูดจนบรรดาเพื่อนนักเรียนล้วนไม่พอใจ”
“นี่ก็พูดยาก คุณเล่อซานเป็นผู้สูงอายุที่มีเกียรติและได้รับความเคารพสูง ในมณฑลของเรา ความรู้ของเขาอยู่ในขั้นสูงมาก” เค่อหมิงพูดอย่างจริงจัง
23—————————–
ฉินยิ้มบางๆแล้วพูดว่า “เฝิงเล่อซานเคยมากล่าวสุนทรพจน์ที่โรงเรียนของพวกเรา เขากล่าวว่าการที่ผู้หญิงไร้ความสามารถเป็นสิ่งที่ดี พวกเพื่อนๆเองไม่ได้รู้สึกยินดีกับคำพูดของเขานัก”
“เรื่องนี้พูดยาก เฝิงเล่อซานเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่มีคุณธรรมสูงและมีชื่อเสียง การศึกษาของเขาถือว่าอยู่ในระดับต้นๆของเมืองหลวง” เค่อหมิงพูดอย่างเคร่งขรึม
——————————————————————
“แต่อายุก็เยอะขนาดนี้แล้ว ยังจะมีเมียน้อย คอยปรบมือ เป็นหน้าม้าให้พวกนักแสดงงิ้ว ไม่ใช่แบบอย่างที่ดีเลยจริงๆ แล้วเขายัง…” เจว๋หมินทนไม่ไหวจนต้องพูดออกมา
“เจ้ารอง เธอพูดแบบนี้ไม่ได้ อย่างไรเสียเขาก็เป็นผู้ใหญ่ในครอบครัวของพวกเธอ แม้แต่ฉัน ก็เคารพเขา” เค่อหมิงโมโห เขาตัดบทโดยไม่รอให้เจว๋หมินพูดจบ จากนั้นจึงเดินออกไป
เจว๋หมินมองตามแผ่นหลังของเค่อหมิงด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว “โง่จริงๆ!” เขาสบถเบาๆ

บทที่ห้า ขนบธรรมเนียมเช่นนี้
เมื่อส่งแขกเสร็จ ทุกคนจึงมานั่งพูดคุยเล่นในห้องของเจว๋หมิน จู่ๆก็มีเสียงจานชามแตกลอยมาจากนอกหน้าต่าง เสียงตะคอกและเสียงก่นด่าลอยตามมา ดูเหมือนว่าเสียงจะมาจากห้องฝั่งตรงข้าม ทุกคนต่างจ้องมองกันด้วยความงุนงงและตกใจ
“อาห้าทะเลาะกับภรรยาอีกแล้วหรือ” คนใช้กระซิบ ทว่าไม่มีใครปริปากพูด สีหน้าของซูเจินเปลี่ยนกะทันหัน ตัวเธอสั่นราวกับโดนลมหนาว
“เกาเค่อติ้ง คุณมีสามัญสำนึกหรือไม่ คุณละอายใจต่อฉันบ้างหรือเปล่า บ้านพ่อแม่ของฉันในเมืองไม่มีใครอยู่ คุณไม่เห็นฉันอยู่ในสายตา คุณรังแกฉัน!” เสียงของอาสะใภ้ห้า เฉินซื่อดังขึ้น น้ำเสียงนั้นฟังดูโกรธแค้นและเจ็บปวด
“คุณขโมยเครื่องเพชรเครื่องทองของฉัน ฉันไม่เคยคิดบัญชีกับคุณเลย คุณไปเช่าบ้านข้างนอก มีเมียน้อย ฉันก็ไม่ถือสา ตอนนี้คุณนำความวุ่นวายเข้ามาในบ้าน คุณมันไม่มีหัวจิตหัวใจ!”
“เธอลองด่าฉันอีกสิ!” เค่อติ้งตะคอก “ที่นี่คือบ้านของฉัน! ฉันพอใจแบบไหนฉันก็จะทำแบบนั้น!”
“ไร้ยางอาย!” เฉินซื่อกรีดร้อง “สี่เอ๋อร์เป็นคนของฉัน!”
“ไม่ว่าเขาจะเป็นคนของใคร ขอแค่เขาเต็มใจ เธอก็ไม่มีสิทธิ์พูด!”
“สี่เอ๋อร์เป็นคนใช้ที่ออกเรือนมาพร้อมกับฉัน เขาเป็นคนของฉัน คุณเป็นใคร คุณพ่อเสียไปไม่ถึงปี ยังไม่ทันจะพ้นช่วงไว้อาลัย และคุณก็ยังไม่ได้ใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมาให้เป็นประโยชน์! คุณได้นำความโชคร้ายมาสู่บรรพบุรุษทั้งสามรุ่นของตระกูลเกาเสียแล้ว” เฉินซื่อทั้งด่า ทั้งปาจานลงบนพื้น ทุกครั้งที่เสียงเพล้งดังขึ้น จานก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆทุกครั้ง
28
“ได้ เธอกล้าทำลายข้าวของ คิดว่าฉันไม่กล้าอย่างนั้นหรือ” เค่อติ้งตะโกน แล้วคว้าจานอีกใบขึ้นมาปาลงพื้น
“พี่รอง พวกเราออกไปดูเสียหน่อยเถิด” ซูหวากล่าว แล้วเดินออกไปด้านนอกพร้อมกับเจวี๋ยหมิน ในห้องเหลือเพียงฉินและซูอัน คอยปลอบซูเจินอยู่
ในห้องของเค่อติ้งสว่างไปด้วยแสงไฟ ผู้คนจำนวนมากยืนอออยู่บริเวณนอกหน้าต่าง ทั้งหมดคอยชะเง้อศีรษะแอบฟังอยู่เงียบๆ บ้างก็กระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กัน เจวี๋ยหมินและซูหวาเดินมาถึงข้างหน้าต่าง ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้เบาๆอยู่ภายในห้อง
เสิ่นซื่อยังคงด่ากราดอยู่ภายในห้อง เค่อติ้งต้องการให้เธอไปเสียให้พ้น คนทั้งสองฟัดเหวี่ยงต่อสู้ ตบตีกัน คนสองสามคนที่อยู่นอกหน้าต่างวิ่งเข้าไปในห้องเพื่อช่วยไกล่เกลี่ย สักพักหนึ่ง เสิ่นซื่อก็วิ่งออกมาสภาพผมเผ้ากระเซอะกระเซิง
เค่ออานและหวังซื่อกลับมาจากข้างนอก เสิ่นซื่อดึงพวกเขามาเพื่อตัดสินให้ความเป็นธรรมแก่เธอ ฟ้องว่า “เขารู้ว่าวันนี้ฉันต้องรับแขกอยู่ที่สวนดอกไม้ จึงแอบอยู่ในห้องกับสี่เอ๋อร์แบบลับ ๆล่อ ๆ สุดท้ายถูกฉันพบเข้า แต่เขากลับมาด่าว่าฉัน พี่สี่ พี่สะใภ้สี่ พวกพี่เห็นว่าเช่นนี้มีเหตุผลหรือคะ?” ขณะที่พูด โจวซื่อและจางซื่อก็เดินผ่านมา เจวี๋ยหมินต้องการให้พวกเธอตัดสินถูกผิดด้วย โจวซื่อบอกให้เจวี๋ยซินไปเชิญเค่อหมิงมา แล้วหญิงสาวผู้เป็นสะใภ้ทั้งสามก็ช่วยกันประคองเสิ่นซื่อเข้าไปในห้องของโจวซื่อ
เค่ออานเดินเข้าไปในห้องของเค่อติ้ง มาถึงตรงหน้าเค่อติ้ง กล่าวว่า “แกก็ไม่ระวังเอาเสียเลย ยอมรับผิดกับน้องสะใภ้ห้า ขอโทษเธอเสีย แล้วไม่ต้องไปข้องเกี่ยวกับสี่เอ๋อร์อีก นี่ไม่ถือเป็นการป้องกันปัญหาหรือ ฉันมองไม่เห็นว่าสี่เอ๋อร์มีดีอย่างไร”
เค่อติ้งฟังออกว่าเค่ออานมิได้มาเพื่อตำหนิตน นอกจากนี้ เค่ออานยังอยู่ในเงื้อมมือของเขาอีกด้วย เขากล่าวว่า “พี่ลืมเรื่องของพี่กับพี่สะใภ้ซิ่วไปแล้วหรือ?” เค่ออานหน้าแดง พูดอะไรไม่ออก เมื่อก่อนเขาเคยมีความสัมพันธ์กับหญิงสาวตระกูลซิ่ว แต่ถูกหวังซื่อจับได้เสีย เธอบอกเรื่องนี้แก่พ่อของเขา เค่ออานจึงถูกตำหนิอย่างหนัก ส่วนสะใภ้ซิ่วก็ถูกไล่ออกไป
“น้องห้า แกชักจะร้ายกาจมากเกินไปแล้ว!” เค่อหมิงตะโกนมาจากหน้าประตูทันทีด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ใบหน้าของเขาฉาบไปด้วยความโกรธ ต่อว่าเค่อติ้ง “คุณพ่อเสียไปไม่ถึงหนึ่งปี แกแต่งชุดขาวไว้ทุกข์ แต่กลับทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้” เขาต้องการให้เค่อติ้งขอโทษเสิ่นซื่อ แล้วไล่สี่เอ๋อร์ออกไปเสีย
เค่อติ้งหัวเราะอย่างเย็นชาทันที กล่าวว่า “พี่สาม ตอนที่คุณพ่อยังมีชีวิต ผมก็ไม่เห็นด้วยกับพี่ ตอนนี้คุณพ่อเสียไปแล้ว ทุกคนล้วนต่างคนต่างเอาตัวรอด พี่ไม่จำเป็นต้องเสียเวลามายุ่งกับผมหรอก” เขาบอกว่าเขามีภรรยาน้อยเพราะเสิ่นซื่อไม่มีทายาทสืบสกุล เขาจึงต้องการแต่งสี่เอ๋อร์เข้ามาเป็นภรรยารอง เรื่องนี้เกี่ยวกับปัญหาที่ว่าเขามีหรือไม่มีทายาทสืบสกุล อันเป็นเรื่องน่ายกย่องของบรรพบุรุษ นอกจากนี้ ผู้เป็นพ่อของพวกเขาก็เคยแต่งภรรยาน้อยเช่นกัน เขาถามเค่อหมิงกลับว่า “พี่สามต้องการให้ผมตายอย่างไร้ลูกหลานใช่หรือไม่?”
“แก…แก…แก…” เค่อหมิงได้ฟังคำพูดนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไป ตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปชี้จมูกของเค่อติ้ง พูดได้เพียง “แก” สามคำ ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างจ้องเค่อติ้งเขม็งพลางหอบหายใจแรงขึ้น เค่ออานถือโอกาสพาเขากลับไปพักผ่อนสักครู่หนึ่งก่อน เค่อหมิงถอนหายใจออกมายาวๆ หนึ่งครั้งแล้วเดินออกไป

30
“พ่อไม่อยู่แล้ว ฉันก็ไม่กลัวอะไรแล้วทั้งนั้น ฉันเนี่ยนะจะกลัวเขา ให้ด่าหน้าแหกกลับไปยังได้เลย ฉันล่ะเกลียดจริง ไอ้นิสัยเคร่งศีลธรรมของเขาเนี่ย” เค่อทิ่งพูดอย่างได้ใจ
เรื่องวุ่นวายจบลงไปแล้ว เค่อทิ่งให้สี่เอ๋อร์คำนับเฉินซื่อ จากนั้นก็รับนางมาเป็นอนุภรรยาอย่างเป็นทางการ
หนุ่มสาวตระกูลเกาได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ เจวี๋ยหมินพูดขึ้นมาว่า “ไม่แปลกเลย การแต่งงานที่ไม่ได้เป็นไปด้วยความสมัครใจก็ล้วนลงเอยแบบนี้แหละ”
ฉินพูดกับซูอิงว่า “ดูสิน้องรอง ครอบครัวเธอเขาเป็นกันอย่างนี้ เธอยังอยากจะมีชีวิตแบบนี้อยู่อีกหรือ”
ซูเจินรู้สึกกลัวและอับอาย ในใจก็กลัดกลุ้ม เธอไม่อยากกลับไปนอนที่ห้องของตัวเองจึงนอนที่ห้องของซูอิงแทน แต่ก็นอนหลับได้ไม่สนิท เฉินซื่อแม่ของเธอกับเค่อทิ่งพ่อของเธอมักจะมาระบายอารมณ์ใส่เธอเสมอหลังจากที่พวกเขาทะเลาะกัน ซูเจินอยากมีน้องชายสักคนมาเป็นที่รองรับอารมณ์แทนเธอเพราะพ่อทำร้ายเธอตลอด แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิดเท่านั้น เพราะเธอเป็นเพียงลูกสาวคนเดียว ไม่มีพี่ชายน้องชายที่ไหน

บทที่ 6 “ฉันล่ะอิจฉาพี่เสียจริง”
เจวี๋ยหมินและเพื่อนๆ ประชุมกันในสวนสาธารณะ พวกเขาหารือกันเรื่องที่จะจัดพิมพ์หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ โดยที่เขาเป็นตัวแทนทุกคนมาชวนฉินให้มาเข้าร่วมการประชุมด้วยกัน ฉินเสนอให้ชวนซูอิงไปด้วย ซูอิงดีใจมากเพราะเธออยากจะเห็นชีวิตอีกมุมหนึ่งของวัยรุ่น อยากดูว่าเจวี๋ยหมินและเพื่อนๆ ประชุมกันอย่างไร แต่ก็กังวลว่าตนเป็นผู้หญิง หากไปแสดงตัวในที่สาธารณะอย่างเปิดเผยอาจจะทำให้ดูไม่ดีเอาได้ อีกอย่างพ่อของเธอก็คงจะไม่อนุญาตให้ไปเช่นกัน สุดท้ายฉินก็นึกวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ขึ้นมาได้ โดยเธอจะให้ซูอิงไม่ต้องมานั่งรวมกับทุกคน แล้วไปนั่งที่โต๊ะน้ำชาอีกตัวหนึ่งแทน แต่ยังสามารถจะมองเห็นการประชุมทั้งหมดได้อยุ่ ขณะที่กำลังวางแผนกันอยู่นั้น ซูหัวก็พรวดพราดเข้ามาบอกว่าตนก็อยากไปด้วย ส่วนซูเจินที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยตั้งแต่แรกแล้วแต่ไม่กล้าพูดอะไร เมื่อเห็นเข้าดังนั้นจึงขอไปด้วยเช่นกัน เมื่อปรึกษาหารือกันเรียบร้อยแล้วก็ได้ความว่าจะไปด้วยกันหมดทุกคน
เมื่อถึงวันประชุม ฉิน ซูอิง ซูหัว และซูเจินก็นั่งเกี้ยวมาที่สวนสาธารณะด้วยกัน ซูเจินเห็นผู้คนมากมายในสวนสาธารณะก็รู้สึกกลัวขึ้นมาและดึงแขนเสื้อฉิน บ่นจะกลับบ้าน ฉินจึงพูดปลอบเธอเบาๆ ทางด้านซูหัวนั้น ขณะที่เดินอยู่ก็มองไปรอบตัวด้วยความสนอกสนใจ เธอรู้สึกว่าทุกๆ สิ่ง ณ ที่แห่งนี้ล้วนแต่แปลกใหม่ทั้งสิ้น ส่วนซูอิงนั้นรู้สึกค่อนข้างสับสน เธอรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในห้วงความฝันแห่งการเปลี่ยนแปลงอันเหลือคณานับ ภาพที่ผ่านเข้ามาในม่านตาของเธอมีเพียงแต่ต้นไม้สีเขียวๆเท่านั้น สีเขียวของฤดูใบไม้ผลิที่แสนละมุนตา ท้องฟ้าสีครามเบื้องบนที่ทอดยาวไกลสุดสายตา สายลมแผ่วเบาโชยเข้าที่อกเธออย่างอ่อนโยนราวกับว่าได้ฟอกเอาอากาศเสียในช่องท้องออกไปจนหมดสิ้น ผู้คนรอบข้างต่างมองมาที่หญิงสาวกลุ่มนี้ด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น เนื่องจากพวกเธอถือเป็นผู้มาเยือนกลุ่มที่ใครๆ ต่างก็ไม่คาดคิดว่าจะมาที่สวนสาธารณะแห่งนี้ได้ แต่ซูอิงกลับไม่ได้รู้สึกกลัวแต่อย่างใด เพราะเธอมีเจวี๋ยหมินกับฉินอยู่ด้วยแล้ว พวกเธอมีความสุขมาก
36-37
เมื่อมาถึงกระท่อมชาฉินกล่าวทักทายกลุ่มหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งและเจว๋หมินที่เดินตามกันมา เจว๋หมิน มองหาโต๊ะที่อยู่ไม่ไกลนักให้ลูกพี่ลูกน้องซู่อิง แล้วจึงไปเข้าร่วมประชุมพร้อมกับฉิน ซู่อิงมองพวกเขาอย่างสนใจ แต่ละคนล้วนเป็นคนที่นางไม่เคยพบหน้าค่าตาแต่นางรู้ว่าคนเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยช่วยเจว๋หมินหนีจากการแต่งงานได้สำเร็จ ช่วยเจว๋ฮุยหลบหนีจากบ้าน คนเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยช่วยให้นางได้อ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ทำให้นางเข้าใจคำสอนส่วนที่สำคัญที่สุดของลัทธิขงจื่อและรู้ว่าบรรดาบุรุษในเมืองหลวงซึ่งหนึ่งในนั้นคือเฟิงหม่าซานเริ่มเข้ามามีบทบาท จิตใจของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ขณะที่การประชุมกำลังดำเนินไป คนที่เข้าร่วมนั่งรอบๆโต๊ะอย่างไม่เป็นระเบียบ แสดงความคิดเห็นของตนเองอย่างอิสระ ราวกับพูดคุยเผยความรู้สึกกันอย่างจริงใจและเป็นจริงเป็นจัง บางครั้งก็กระตือรือร้น ขณะที่คุยกันมีการโต้เถียงกันเล็กน้อยแต่ไม่ถึงขั้นทะเลาะกัน เมื่อถึงเวลาเลือกคนเข้าร่วมทำหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ เจว๋หมินและฉินได้รับเลือกให้เป็นผู้เรียบเรียงเนื้อหา ฉินรู้สึกว่าความสามารถของนางไม่เพียงพอจึงต้องการปฎิเสธหน้าที่นี้ แต่ทุกคนต่างเกลี้ยกล่อมนางให้ยอมทำหหน้าที่นี้ด้วยท่าทางที่จริงใจอย่างมาก เจว๋หมินหวังให้นางตอบรับหน้าที่นี้ นางลังเลใจอยู่พักใหญ่จึงยอมตกลงในท้ายที่สุด
ซู่อิงมองดูฉินอย่างตั้งใจ นางกำลังคิดว่าความแตกต่างของนางกับฉินอยู่ตรงไหนกัน ทำไมนางจึงไม่สามารถเป็นผู้หญิงที่ทำได้อย่างเช่นฉินแม้นางจะมีความสามารถเพียงพอหรือไม่เหมือนฉินก็ตาม ความคิดของซู่อิงช่างสับสน บางคราราวกับนางได้พบแสงสว่างจากโคมไฟ บางคราราวกับกำลังวิ่งผ่านกลุ่มก้อนเมฆสีดำ หลายคราที่นางเห็นเจว๋หมินและฉินเป็นดวงตาที่ชี้นำให้นาง แม้ฉินจะชี้นำทางให้นางก้าวผ่านไป แต่นางเพียงยิ้มเล็กน้อยและพยักหน้าอย่างเขินอาย
ฉินรู้ตัวว่าตนนั่งอยู่ตรงนี้มาพักใหญ่แล้ว เจว๋หมินก็คิดเช่นเดียวกัน ทั้งสองจึงกลับไปหาซู่อิงที่โต๊ะ ซู่อิงรินน้ำชาวางไว้หน้าฉินแล้วกล่าวว่า “พี่ฉินน้องอิจฉาพี่นัก”
ฉินไม่ได้ตอบกลับในทันใดแต่พูดกับนางว่า “ตามจริงเจ้าก็ควรไปนั่งด้วยกัน”
“น้องเพียงอ่อนแอและรู้สึกขลาดกลัวเล็กน้อย…….” ซู่อิงพูดด้วยความสำนึกผิด นางยังพูดไม่จบซู่ฮวาก็พูดแทรกขึ้นว่า
“ดูสิ นั่นพ่อห้ามิใช่หรือ”
ทุกคนหันมองไปทางที่ซู่ฮวาชี้อย่างพร้อมเพรียง เค่อติ้งและผู้หญิงนางหนึ่งอายุประมาณสามสิบปีกำลังเดินมายังกระท่อมชา ซู่เจินสั่นไปทั้งร่างด้วยความกลัว ใบหน้าซีดเผือด นางลุกขึ้นมาด้านข้างฉินในทันที ซู่อิงกลัวเล็กน้อยเช่นกันจึงก้มหน้าที่เป็นสีแดงของตน “นางผู้นั้นคือ ลี่ไป้อี “ ซู่ฮวาลดเสียงลงพูด
เค่อติงเดินเข้ามาในกระท่อมชาและมองหาที่นั่ง มิทันใดเขาก็เห็นลูกพี่ลูกน้องของเขา ฉิน ซู่อิง ซู่ฮวา และเห็นเจว๋หมินที่อีกด้านของโต๊ะอย่างไม่คาดคิด หน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงพร้อมกับดึงลี่ไป้อีออกไปอย่างฉุนเฉียว
41
บทที่ 7 การตายของไห่เอ๋อร์
ไห่เอ๋อร์ป่วยอีกครั้ง เจวี๋ยซิน ฉิน ซูอิง เหล่าพี่น้องกลับมาถึงบ้านก็ได้ยินข่าวอันน่าตกใจ
พวกเขาเข้าไปยังห้องนอนของเจวี๋ยซิน ในห้องนอนเต็มไปด้วยผู้คน ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นพวกเขา ผู้คน บางคนเรียกสาวใช้หรือคนใช้ บางคนถอนหายใจเบา ๆ
“หมอมาแล้วหรือยัง” ซูอิงถามชุ่ยหวนสาวใช้ด้วยเสียงเบา ๆ ชุ่ยหวนตอบด้วยเสียงเบา ๆ เช่นกัน “แพทย์แผนจีน 2 ท่านมาตรวจไปแล้วค่ะ
ฉินเดินไปที่เตียง มองเห็นศีรษะของเจวี๋ยซินที่เต็มไปด้วยเหงื่อ กำลังดูไห่เอ๋อร์ที่อยู่บนเตียงกำลังมองทุกคนด้วยนัยน์ตาอันว่างเปล่า ไห่เอ๋อร์นอนอยู่บนเตียงในสภาพกึ่งไม่ได้สติ ส่งเสียง “โอยโอย” เป็นครั้งคราว มือและเท้าต่างกระตุก
สะใภ้เหอคุกเข่าข้างเตียง เรียกด้วยเสียงเบา ๆ “หลานเอ๋ย”
“ยา ยาละ เร็วเข้า!” เจวี๋ยซินหันกลับมองในทันใด พร้อมกับร้องเรียกอย่างบ้าคลั่ง
“สะใภ้จาง เธอไปเร่งให้รีบนำยามาหน่อยสิ” โจวซื่อสั่งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เจวี๋ยซิน เธอก็ควรจะมองโลกในแง่ดีนะ อย่าเพิ่งตระหนกไปเลย” คุณนายจางพูดและมองหน้าเจวี๋ยซินด้วยความห่วงใย
ฉินทักทายแม่ของเธอ พร้อมกับเรียกด้วยความเห็นอกเห็นใจ “ไห่เอ๋อร์”
เจวี๋ยซินมองฉินด้วยความรู้สึกเจ็บปวด พูดพลางแผ่มือออกด้วยความสิ้นหวัง “คุณป้า น้องฉิน เธอบอกหน่อยสิว่าตอนนี้ฉันควรทำอย่างไร” ตาของเขาเปิดกว้าง
ไม่นานนัก ยาก็มาถึง ไห่เอ๋อร์ทานยาเสร็จ ทำท่าจะหลับไปแล้ว ทว่าเสียงร้องของเด็กที่อยู่นอกหน้าต่างทำให้เขาตื่นอย่างรวดเร็ว เขาร้องด้วยความเจ็บปวด กล้ามเนื้อกระตุกอย่างรุนแรง สายตาของทุกคนได้เห็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวและดึงดูดความสนใจไป
ผู้คนต่างตกอยู่ท่ามกลางความเศร้าโศกและความหวาดกลัวอย่างสุดขีด แม้แต่อาหารเจวี๋ยซินก็ไม่ได้ทาน เขากลัว เขาคาดว่าหากไห่เอ๋อร์เป็นอะไรไป เขาจะรู้สึกผิดกับรุยเจวี๋ยภรรยาที่ตายไปแล้ว ลูกคนที่สองของรุยเจวี๋ยที่เหลือไว้ที่บ้านของคุณยายก็ตายไปแล้วตั้งแต่เล็ก ไห่เอ๋อร์คือลูกของเขากับรุยเจวี๋ยเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ เขาไม่กล้าที่จะคิดต่อไป หากแต่อาการป่วยของไห่เอ๋อร์หนักมาก ทันใดนั้น เขาปล่อยความรู้สึกที่ไม่อาจยับยั้งได้ออกมา แล้วพูดว่า “ฉันก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้แล้ว”
สุดท้าย ไห่เอ๋อร์ก็ตาย บ้านตระกูลเกามักจะเชื่อถือเพียงแพทย์แผนจีน ตอนที่แพทย์แผนตะวันตกที่เจวี๋ยซินเชิญมาตรวจได้วินิจฉัยอย่างละเอียดพบว่าเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ก็สายเกินไปเสียแล้ว

42
เจวี๋ยหมินกลับมาจากโรงเรียน เมื่อได้เห็นสีหน้าอันเศร้าสลดและตื่นตระหนกของทุกคน เขาก็เข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว “ผมเป็นห่วงพี่ใหญ่ เขารับความผิดหวังเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว ไห่เอ๋อร์คือชีวิตของเขา” เจวี๋ยหมินคิดพลางเดินเข้าห้องเจวี๋ยซินไป ภายในห้องวิเวกวังเวง เมื่อเจวี๋ยซินได้ยินเสียงคนเข้ามาจึงเดินออกมาจากห้องด้านใน เจวี๋ยหมินเอ่ยขึ้นอย่างเห็นอกเห็นใจว่า “พี่ใหญ่”
“น้องรอง พี่ไม่เชื่อว่าไห่เอ๋อร์จะตาย พี่ไม่อยากจะเชื่อจริงๆ ” เจวี๋ยซินร้องไห้อย่างโศกเศร้าราวกับเด็กน้อย
“คนตายแล้วไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้ พี่ต้องใส่ใจสุขภาพของตัวพี่เองนะ” เจวี๋ยหมินแนะนำ เขาหมดหนทางจะช่วยเหลือพี่ใหญ่แล้ว สายตาของเขาเหม่อลอยไปทั่วห้องอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะหยุดสายตาที่ภาพของหญิงสาวผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือพี่สะใภ้ของเขา เขาคิดว่าการสูญเสียที่เข้ามาเป็นระลอกเช่นนี้เกิดจากความขี้ขลาดของคนเพียงคนเดียว ประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกกับเขาว่า หากไม่สามารถประนีประนอมกับอำนาจเก่า นั่งมองความผิดพลาดครั้งใหม่อันใหญ่หลวงเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ตัวเองก็จะทุกข์อยู่ภายในใจเท่านั้น เจวี๋ยหมินบอกกับเจวี๋ยซินถึงความคิดของเขาที่ว่า ตอนนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะพยายามหาทางออกให้กับเรื่องของซูอิง
“พวกเราควรช่วยเหลือหล่อน” เจวี๋ยซินพูดโพล่งออกมา สักพักค่อยพลันตระหนักได้จึงถามว่า “แล้วจะช่วยอย่างไรดีล่ะ” เขาไม่ได้ตั้งใจจะเลี่ยง เขาหวังว่าชะตาชีวิตของหล่อนจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และย่อมหวังว่าอำนาจเก่าจะถูกทำลายสิ้น ชีวิตใหม่จะได้งอกงาม แต่ทว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านเค่อหมิง ผู้อาวุโสของพวกเขา
คำถามที่ว่า “จะช่วยอย่างไร” เจวี๋ยหมินเองก็ตอบยาก ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงซูอิงอ่านภาษาอังกฤษเสียงดังผ่านเข้ามาทางหน้าต่างว่า …… แต่ฝนตกไม่นานนัก

บทที่ 8 “ชีวิตจะอยู่อย่างไร”
ท้ายที่สุดเรื่องที่ซูอิงไปสวนสาธารณะก็รู้ไปถึงบ้านตระกูลเกา ท่านเค่อติ้งนำเรื่องทั้งหมดที่เห็นในสวนมาบอกคุณนายเสิ่นภรรยาของเขา คุณนายเสิ่นซักถามซูเจินจนหล่อนยอมรับว่าไปมา จึงโดนต่อว่า คุณนายเสิ่นยังนำเรื่องนี้ไปบอกคุณนายโจวอีก คุณนายโจวและเจวี๋ยซิน (เขาเก็บตัวอยู่บ้านเพราะการจากไปของไห่เอ๋อร์) ต่อว่าเจวี๋ยหมินว่าชอบจุ้นจ้าน และตำหนิซูหวาว่าเหิมเกริม อีกทั้งยังบอกว่าพวกเขาไม่ควรพาซูเจินไปด้วย กังวลว่าถ้าท่านเค่อหมิงรู้จะยิ่งเป็นผลเสียกับทุกคน มิหนำซ้ำซูอิงก็จะถูกตำหนิยิ่งกว่าเก่า ซูหวาพูดขึ้นมาอย่างท้าทายว่า “ถึงอาสามจะรู้ ฉันก็ไม่กลัว ไปดื่มชาที่สวนสาธารณะไม่ได้ทำให้บ้านตระกูลเกาเสียหน้า ถ้าอาสามอยากจะยุ่ง ก็จัดการเรื่องของอาห้าให้เสร็จก่อนค่อยมาพูด” หล่อนอ้างถึงเรื่องของท่านเค่อติ้ง หลี่ไป้อี และสี่เอ๋อร์ ระหว่างที่ซูหวากำลังพูดอยู่นั้น ชุ่ยหวนสาวใช้ของซูอิงก็เข้ามาพูดอย่างตื่นตระหนกว่านายท่านสามเชิญคุณชายใหญ่ให้ไปพบ หล่อนยังบอกอีกว่าให้คุณหนูสามไปดูคุณหนูรองเสียหน่อยเพราะคุณหนูรองถูกนายท่านสามต่อว่า
“นายท่านสามต่อว่าคุณหนูรองเพราะเรื่องอะไรหรือ” ซูหวาถาม
“ก็ไม่ใช่เพราะเรื่องที่ไปสวนสาธารณะหรอกหรือคะ” ชุ่ยหวนพูดอย่างโมโห “ท่าทางของนายท่านโหดร้ายนัก น่ากลัวจริงๆ คุณหนูรองไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว มัวแต่ร้องไห้อย่างเดียวเท่านั้น แม้แต่คุณนายที่พูดชักจูงอยู่ข้างๆ ยังถูกนายท่านต่อว่าเลย”
48
ซูหวามาถึงห้องของซูอิง ซูอิงนอนอยู่บนเตียงน้ำตานองหน้า ดวงตาทั้งสองข้างบวมราวกับลูกวอลนัท “ซาเม่ย พี่ไม่อยากอยู่แล้ว พี่ไม่อยากอยู่ต่อไปอีกแล้ว พี่จะมีชีวิตต่อไปอย่างไร คนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อให้คนอื่นมาบงการ แบบนี้ไม่สู้ตายเสียยังจะดีกว่า” ซูอิงร้องไห้กระซิกพรางพูดอย่างระทมใจ
ซูหวาคอยปลอบพี่สาวอยู่ข้างๆ และหล่อนก็ไม่วายที่จะระบายความอัดอั้นของตนเองที่มีต่อเค่อหมิงรวมถึงคนทั้งตระกูลอยู่เรื่อยๆ
กว่าเจวี๋ยหมินจะถึงบ้านก็สี่โมงเย็นแล้ว เขาทราบเรื่องที่เจวี๋ยซินและซูอิงถูกเค่อหมิงต่อว่าเรื่องที่ไปสวนสาธารณะ จึงมาหาเจวี๋ยซินที่ห้อง เจวี๋ยซินอยากให้เขาเป็นคนไปขอโทษเค่อหมิง “แบบนี้จะดีต่อทุกคน” เจวี๋ยซินกล่าว
เจวี๋ยหมินตอบกลับอย่างหนักแน่น “ผมไม่ผิด ผมไม่ไป” พูดจบเขาก็เดินออกจากห้อง เพื่อไปหาซูอิง
ซูอิงเห็นเจวี๋ยหมินพลันร้องเรียกด้วยความกระตือรือร้น “หยี่เกอ” หล่อนน้ำตาคลอเบ้า
ซูหวาเห็นเจวี๋ยหมินเดินเข้ามา หล่อนพูดด้วยความปิติ “หยี่เกอ พี่มาพอดีเลย วันนี้พี่ซูอิง..” หล่อนไม่ทันพูดจบ เจวี๋ยหมินก็อ้อมไปด้านหลังซูอิงแล้วพูดอย่างอ่อนโยน “หยี่เม่ย พี่ทราบเรื่องแล้ว น้องไม่ต้องเสียใจไป มันก็แค่เรื่องทุกข์ใจเรื่องเล็กนิดเดียว อย่าไปกลัวมันเลย”
“ชายกลาง คุณน่ะไม่ทันเห็น วันนี้ท่าทางคุณท่านขึงขังเทียว ขนาดฉันยังกลัวเลย” ชุ่ยหวนกล่าวอธิบายอยู่ด้านข้าง
“หยี่เม่ย เธอฟังพี่ให้ดี ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว” เจวี๋ยหมินนิ่งไปครู่ก็พูดกับซูอิงต่อ “เธอจะไม่ลงเอยแบบเดียวกับพี่เหมย พวกเราไม่ยอมหรอก อย่างไรเสียสถานการณ์ตอนนี้มันก็ไม่เหมือนกับเมื่อห้าปีหรือสิบปีก่อนแล้ว”
ถึงแม้ที่จริงแล้ว ในตอนนี้เจวี๋ยหมินไม่ได้มีแผนการที่แน่ชัด เขาไม่รู้ว่าจะช่วยซูอิงให้ออกมาจากสถานการณ์ลำบากนี้ได้อย่างไรเลยด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดีซูอิงก็เชื่อใจเจวี๋ยหมินมาโดยตลอด สำหรับซูอิงแล้วแม้เจวี๋ยหมินจะเป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องฝั่งพ่อ แต่เขาก็คือดาวที่สุกสว่างเพียงดวงเดียวในบ้านอันมืดมนหลังนี้ และถึงแม้ดาวดวงนี้จะเล็กเพียงใด ก็สว่างไสวเพียงพอที่จะนำทางให้เธอ ดังนั้นเมื่อใดที่ซูอิงได้เจอเจวี๋ยหมิน สภาพจิตใจของเธอก็เริ่มดีขึ้นมาบ้าง ซูอิงเงยหน้าขึ้นพร้อมใช้สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังมองไปยังเจวี๋ยหมินพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมากระทันหัน ซูอิงรวบรวมความกล้าถามออกไป “หยี่เกอ ทำไมพวกเราเป็นอย่างพวกผู้หญิงฝรั่งเขาไม่ได้ล่ะ พี่บอกฉันหน่อย”
“นั่นเขาก็ต้องดิ้นรนกว่าจะได้เป็นอย่างทุกวันนี้” เจวี๋ยหมินตอบอย่างไม่ต้องคิด เขาหันไปถามซูหวา “ซาเม่ย อีกครู่เธอไปดูสี่เม่ยหน่อย โดนโหง่วซิ่มว่า ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
เช้าวันต่อมา ซูอิงรู้สึกจิตใจสงบลงมาก ทว่าเธอก็ยังไม่อยากไปเจอหน้าพ่ออยู่ดี จึงอ้างไปเสียว่าตัวเองป่วยลุกไม่ขึ้น ซูอิงเอนกายอยู่บนเตียงด้วยจิตใจอันว่างเปล่า เธอคิดวกไปวนมา คิดเรื่องพ่อเธอ จนไปถึงเรื่องการแต่งงานที่บ้านเฉิน คำพูดของหว่านเอ๋อร์นั้นราวกลับเข็มที่ทิ่มแทงเข้ามาในใจของเธอมากมายนับไม่ถ้วน ซูอิงอยากจะหนี เธอนึกถึงหมิงเฟิ่ง
ซูหวามาหาซูอิงอีกครั้ง ทั้งสองเดินมายังสวนดอกไม้ด้วยกัน
บรรยากาศสวนในช่วงกำลังหมดฤดูใบไม้ผลิ ปลอดโปร่งและงดงาม
จบ 10/4/60
52
บทที่เก้า เขาเมาแล้ว
วันแต่งงานของฮุ่ยกำหนดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่1เดือนหน้า คุณนายโจวพาฮุ่ยมาที่บ้านเกาด้วยตัวเอง เธอขอให้เจี๋ยซินช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องงานแต่งของฮุ่ย เจี๋ยซินรับปากทันที แม้ว่าเรื่องนี้จะทำให้เขาเองเจ็บปวด เพราะไม่เห็นด้วยกับการคลุมถุงชน ขณะที่เจี๋ยซินพูดคุย เขาดูตื่นเต้นมาก ฮุ่ยก้มหน้าแอบมองเขาด้วยหางตา สายตานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งยากจะบรรยาย
หลังจากตกลงกันเรียบร้อยแล้ว คุณนายโจวก็กลับบ้านไปก่อน ส่วนฮุ่ยยังอยู่ที่บ้านเกาต่อ
“เกรงว่าต่อไปพี่ฮุ่ยคงจะมาที่นี่บ่อยๆไม่ได้แล้ว” ซูอิงพูดเสียงต่ำ พยายามกดความรู้สึกภายในเอาไว้
ฮุ่ยไม่ได้ตอบอะไร ซูหัวไม่ทันสังเกตสีหน้าท่าทางของฮุ่ย ถามเชิงหยอกขึ้นมาว่า “พี่ฮุ่ย ต่อไปพี่จะคิดถึงพวกเราไหม”
ฮุ่ยหน้าแดงพร้อมก้มหน้าลง และถอนหายใจหนึ่งครั้ง ก่อนพูดออกมาว่า “น้องสาม พี่จะลืมพวกเธอได้อย่างไร มีเพียงการมาหาพวกเธอเท่านั้น ที่ทำให้พี่รู้สึกถึงความสุขในชีวิต”
“เพราะเหตุใดผู้หญิงถึงต้องแต่งงาน” ซูหัวถามขึ้นมาด้วยความขุ่นเคือง
ฮุ่ยหันไปมองซูหัว ตอบอย่างจนปัญญาว่า “เกิดเป็นผู้หญิงล้วนลำบากทั้งนั้น” และพูดกับซูอิงต่อว่า “น้องรอง เธอต้องคิดหาวิธีเอาตัวรอด ห้ามเป็นอย่างพี่”
“พี่ฮุ่ย พี่วางใจได้ ฉันต้องคิดหาวิธีได้แน่นอน ฉันจะไม่แต่งเข้าบ้านเฉินไปง่ายๆตามที่เตี่ยบอกแน่ หากไม่มีหนทางแล้วจริงๆ ฉันยอมทำอย่างหมิงเฟิ่งจะดีซะกว่า”
ฮุ่ยได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที และพูดขึ้นว่า “เธอทำอย่างนั้นไม่ได้ เธอทำอย่างนั้นไม่ได้” ซูเจินได้ยินดังนั้นก็รีบดึงร่างของซูอิงและพูดว่า “พี่รอง พี่พูดจริงหรือ”
ตอนกลางวันเจี๋ยซินไปทำธุระที่กงสี และไปช่วยจัดการเรื่องงานแต่งของฮุ่ย หลังกลับบ้านเขาไปร่วมวงสนทนากับพี่ๆน้องๆ ใจหนึ่งเขารู้สึกเสียใจกับฮุ่ย แต่อีกใจหนึ่งเขาก็เป็นคนช่วยพ่อของฮุ่ยส่งเธอไปเจอกับสิ่งนั้น เขารู้สึกเจ็บปวดกับความขัดแย้งในการกระทำของตัวเองอย่างมาก ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เขาเองแอบมองฮุ่ยอยู่หลายครั้ง พอเขาได้เห็นลักษณะท่าทางที่ฝืนยิ้มของฮุ่ยแล้วก็ยิ่งรู้สึกผิด
วันนี้ เจี๋ยซินที่เพิ่งกลับจากบ้านโจว พอเดินมาถึงที่หน้าประตูบ้านก็พลันได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน พอเดินเข้าบ้านเขาเห็นเจี๋ยหมิน ซูหัวและฮุ่ยอยู่ข้างใน
“ฉันอิจฉาพี่น้องบ้านเธอจริง พวกเขามีความสุขกันมาก” ฮุ่ยพูดเสียงเรียบกับเจี๋ยซิน
53
คำว่า“อิจฉา” สองพยางค์นี้ทิ่มแทงหัวใจของเจวี๋ยซินให้เจ็บปวดอยู่จางๆ แต่ว่าเขาเข้าใจความรู้สึกของเธอ ที่เบื้องหน้าของเธอมีเหวลึกกำลังรอคอยเธอยู่ ใบหน้าของเขากระตุกด้วยความเจ็บปวด เขาลดเสียงลงพูดกับเธออย่างไม่รู้ตัว “เธออย่าพูดแบบนี้ ฉันฟังแล้วเสียใจมากนะ”
ฮุ่ยนึกไม่ถึงว่าเจวี๋ยซินจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา หัวใจของเธออดเต้นกระหน่ำไม่ได้ ความใส่ใจที่มากเกินไปและความเห็นอกเห็นใจที่ออกมาจากใจจริงนี้ทำให้หัวใจของเธอสับสนวุ่นวายไปหมด เธอหน้าแดง ก่อนที่กระบอกตาจะแดงก่ำขึ้นมาด้วย ก้มหน้างุดอยู่นานสองนาน พูดอะไรไม่ออกสักคำ
“พี่รอง พี่ดูสิ ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่พูดอะไรกับพี่ฮุ่ยบ้าง เอาแต่ก้มหน้างุดไม่ยอมพูดยอมจา น้ำตาคลอเบ้าไปหมด” ขูฮวาพูดกับชูอิงด้วยเสียงเรียบนิ่ง
ชูอิงมองตามสายตาของชูฮวาไป สถานการณ์แบบนั้นทำให้เธอสะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง แล้วเธอก็พูดว่า “อย่ารบกวนพวกเขา”
ค่ำคืนนี้แสงจันทร์น่ามอง เจวี๋ยซินมาถึงสวนดอกไม้แล้ว เขาได้ยินเสียงของคนพูดคุยกันอยู่เบื้องหน้า
“ต้องโทษฉันคนเดียวที่อ่อนแอมาตลอด จนถึงตอนนี้แล้วก็ยังเอาแต่รอคอยโชคชะตา” นี่เป็นเสียงของฮุ่ย
“ต้องโทษตัวฉันเองที่ไม่ใช่ผู้ชาย ไม่อย่างนั้นฉันต้องช่วยเธอแน่นอน” นี่เป็นเสียงที่กรุ่นโกรธของชูอิง
ฮุ่ยถอนหายใจออกมาก่อนจะพูดว่า “แต่ว่านะ เรื่องของเธอยังพอคิดหาทางออกได้ เธอมีพี่ชายตั้งหลายคน พวกเขาต่างก็ช่วยเธอได้ทั้งนั้น พี่ใหญ่เป็นคนจิตใจงาม …แต่ว่าช่วงนี้เขาเองก็กำลังลำบากมาก ฉันเป็นห่วงว่าเขาจะ…”
เจวี๋ยซินฟังถึงตรงนี้ก็ใจเต้นแรงมาก เขาเอนตัวพิงลงบนต้นไผ่หยาบๆ
พอพูดถึงคำว่า”เขา” ฮุ่ยก็หาคำที่เหมาะสมมาแสดงความรู้สึกของเธอไม่ได้ขึ้นมา จู่ๆเธอก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากตรงต้นไม้ ในขณะที่พวกเธอกำลังตระหนกตกใจอยู่นั้น เจวี๋ยซินก็ก้าวออกมา เขาบอกกับพวกเธอว่าเขามาได้ครู่หนึ่งแล้ว ที่พวกเธอคุยกันนั้นเขาได้ยินหมดแล้ว
“ฉันรู้สึกว่าฉันรู้สึกผิดกับพวกเธอมาก” เขาเดินหน้ามาอีกสองก้าว พูดกับฮุ่ยว่า “ได้โปรดยกโทษให้ฉันด้วย”
ฮุ่ยมองหน้าเจวี๋ยซินด้วยแววตาที่อ่อนโยน เธอแทบจะใช้ดวงตาแสดงความรู้สึกที่ไม่สามารถใช้ภาษาสื่อออกมาได้ เธอลดเสียงลงแล้วพูดว่า “ทำไมพี่จะต้องพูดอะไรแบบนี้กับฉันด้วยคะ? พี่ไม่รู้หรอกเหรอว่าฉันมีแต่จะรู้สึกขอบคุณพี่” เธอใช้ผ้าเช็ดหน้าซับลงบนใบหน้าเบาๆก่อนจะพูดต่อ “ฉันไม่เป็นไร พี่ใหญ่ พี่ต่างหากที่จะต้องดูแลตัวเองดีๆ”
“ฉันเหรอ? ทำไมเธอถึงยังมาห่วงฉันอีกล่ะ? เธอดูตัวเธอสิ…” เจวี๋ยซินพูดอะไรไม่ออกอีก เขาสูญเสียกำลังที่จะควบคุมตนเองไปเสียหมด เขาพลิกกายแล้วเดินหน้าไปหลายก้าวอย่างรีบร้อน
ฮุ่ยแอบมองตามแผ่นหลังของเจวี๋ยซิน แล้วก็เอาผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตาอีก

55
ซูอิงได้ยินบทสนทนาระหว่างฮุ่ยและเจวี๋ยซินทั้งหมดแล้ว หล่อนค่อยๆเข้าใจสถานการณ์ หล่อนรู้สึกซาบซึ้งมาก ในใจเกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้
หลังจากนั้นไม่กี่วัน พี่น้องสกุลเกาได้จัดงานเลี้ยงอำลาให้กับฮุ่ย เจวี๋ยซินดื่มเข้าไปมาก เมื่อตอนที่เขาดื่มอวยพรให้กับฮุ่ย เขาเมาแล้ว
บทที่สิบ จดหมายจากเจวี๋ยฮุ่ย
เจวี๋ยฮุ่ยส่งจดหมายมาจากเซี่ยงไฮ้ จดหมายมีสองซอง ด้านในมีกระดาษจดหมายสิบกว่าแผ่น แบ่งเขียนให้กับสี่คนคือเจวี๋ยซิน เจวี๋ยหมิน ซูอิง และซูหวา
ฉินและซูอิงอ่านจดหมายที่เจวี๋ยฮุ่ยเขียนให้ซูอิง จดหมายได้กระตุ้นความปรารถนาของพวกหล่อน เจวี๋ยฮุ่ยรู้จากจดหมายของซูอิงถึงสถานการณ์อันเลวร้ายในขณะนี้ของหล่อน เขาแสดงความเห็นใจต่อหล่อนเป็นอย่างมาก แต่เขาไม่พอใจทัศนะที่มองโลกในแง่ร้ายมากของหล่อน เขายกตัวอย่างมาสองสามข้อ อธิบายว่าชีวิตของคนหนุ่มสาวผู้น่ารักเหล่านั้นถูกทำลายอย่างไร และพวกเขายังได้เสียสละไปโดยไม่จำเป็นเพื่อทำตามคำสอนและทัศนคติแบบเก่า เขากล่าวว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่สมควรเลย เยาวชนทุกคนล้วนมีสิทธิ์ในการใช้ชีวิต ล้วนมีสิทธิ์ที่จะแสวงหาอิสระ แสวงหาความรู้ แสวงหาความสุข ไม่มีใครสามารถพรากสิทธิ์นี้ไปได้ คนที่เป็นพ่อแม่ก็ควรเคารพสิทธิ์เหล่านี้ของลูกๆ การกระทำใดๆที่ขัดขวางการเติบโตของชีวิตวัยเยาว์ล้วนเป็นอาชญากรรม เยาวชนทุกคนควรต่อต้านอาชญากรรมนี้ ยิ่งไม่ควรก้มหัวยอมให้อาชญากรรมที่ไม่น่าให้อภัยนี้ถาโถมใส่ตนเอง เขายังกล่าวอีกว่ายุคสมัยที่บิดามารดาตัดสินใจเรื่องการแต่งงานแทนลูกๆได้ผ่านพ้นไปแล้ว ตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ไม่รู้ว่ามีคนหนุ่มสาวมากน้อยเพียงใดสูญเสียความสุขในครอบครัวและปณิธานในการทำงานไปเพื่อการแต่งงานที่ผิดพลาดเช่นนี้ ที่บ้านสกุลเกาคนที่ตกเป็นเหยื่อก็มีอยู่หลายคน ซูอิงเองก็ต้องเคยเห็น แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทุกวันนี้เยาวชนจีนค่อยๆลุกขึ้นต่อสู้ พวกเขาควรได้ตัดสินใจเรื่องการแต่งงานของตนเอง สร้างอนาคตของตนเอง ทุกๆที่ล้วนมีเยาวชนที่คิดเช่นนี้ ซูอิงก็ควรเป็นเช่นคนเหล่านั้น หล่อนไม่ควรผ่านวันคืนไปท่ามกลางความสิ้นหวัง ไม่ควรยืนมองดูโชคร้ายอยู่เฉยๆ หล่อนต้องลุกขึ้นสู้ ต่อสู้เพื่อความสุขของตน เขาจะสืบหาข่าวเกี่ยวกับโรงเรียนที่เซี่ยงไฮ้แทนซูอิง เขาถามหล่อนว่าอยากไปเรียนที่เซี่ยงไฮ้ใช่หรือไม่ เขากล่าวว่าถ้าหล่อนมีความคิดเช่นนี้ เขาสามารถช่วยเหลือหล่อนได้ และเขาเชื่อว่าเจวี๋ยหมินและฉินก็ช่วยเหลือหล่อนได้เช่นกัน ตรงส่วนท้ายของจดหมายเจวี๋ยฮุ่ยยุยงให้ซูอิงแอบหนีออกจากบ้านไปเซี่ยงไฮ้

56-62
ความในจดหมายมีเหตุผลขนาดนั้น แต่กลับไม่เคยมีผู้ใดพูดแบบนี้กับซูอิงมาก่อน หัวใจของเธอเต้นแรง สีหน้าค่อยๆ แดงขึ้น เธอเก็บจดหมายอย่างทะนุถนอม และมองดูฉิน เธออยากรู้ความเห็นของฉิน ตัวเธอเองไม่มีความคิดไปชั่วขณะ เธอเหมือนผู้ป่วยหนักที่สุดท้ายได้รับความหวัง มีแสงสว่าง แน่นอนว่าเธอต้องพยายามจับแสงสว่างนี้ไว้ แม้ว่าเธอจะยังไม่รู้ว่ามันจะช่วยเธอได้หรือเธอจะสามารถจับมันไว้ได้หรือไม่ ในใจของเธอปั่นป่วนวุ่นวาย ฉินอมยิ้ม สายตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ตอบซูอิงและกล่าวชม “ น้องสามเก่งกว่าพวกเราอีก น้องสามพูดถูก ”
ซูอิงได้ยินที่ฉินพูด ใบหน้าก็คลายความเศร้าหมองลง ครั้งนี้เธอมองเห็นแสงอาทิตย์เจิดจ้าอย่างแท้จริง เมฆดำในหัวสลายหายไปหมด ใจของเธอค่อยๆ สงบลง ซูอิงรู้สึกผ่อนคลายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

11 ความผิดพลาดครั้งใหญ่อีกครั้ง
ในที่สุดวันแต่งงานของฮุ่ยก็มาถึง ทุกคนในครอบครัวชุลมุนวุ่นวาย ผู้อาวุโสและผู้น้อยบ้านตระกูลเกาต่างก็มาแสดงความยินดี สภาพอารมณ์ของฮุ่ยไม่สงบอย่างมาก เธอเหมือนนักโทษประหารที่ได้ยินเสียงตะแลงแกง ความโชคร้ายอยู่รอบตัวเธอ
เมื่อแขกกลับไปแล้ว คุณนายเฉินแม่ของฮุ่ยมาที่ห้องเพื่อบอกลาลูกสาวที่อบรมเลี้ยงดูมายี่สิบปี “ ฮุ่ยเอ๋อร์ แม่ขอโทษจริงๆ ที่ให้ลูกต้องไปอยู่บ้านตระกูลเจิ้ง แม่จะวางใจได้อย่างไร เพราะพ่อลูกใจแข็งแท้ ๆ ทำให้ลูกต้องเป็นแบบนี้ ” คุณนายเริ่มร้องไห้เหมือนเด็กที่น้อยใจไม่ได้รับความเป็นธรรม
“ แม่ไม่ต้องเสียใจ ชีวิตของลูกเป็นแบบนี้ จะไปโทษแม่ได้อย่างไร ” ฮุ่ยเห็นแม่ร้องไห้ จึงฝืนใจพูดด้วยน้ำเสียงสงบ น้ำตาของฮุ่ยไหลลงไปในใจอย่างไม่หยุด
เสียงฆ้องและเสียงแตรดังขึ้น ฮุ่ยอยู่บนเกี้ยวเจ้าสาวถูกแบกออกไป ไปยังที่ๆ เธอไม่อยากไป
เจวี๋ยซินเหมือนตื่นขึ้นมาจากฝัน เขาเข้าใจในทันทีว่าทุกอย่างสิ้นสุดแล้ว เป็นเขาเองที่ส่งฮุ่ยเข้าไปในห้วงลึกที่น่ากลัวนั้น เป็นเขาเองที่ช่วยคนอื่นผลักเธอเข้าไปในชะตากรรมที่น่าเวทนานั้น และเป็นเขาเองที่สละคนที่รักคนสุดท้ายไป เขารู้สึกมึนหัว ตาพร่า ร่างล้มลงไป เขาป่วยซะแล้ว
62-64
ในที่สุดงานแต่งงานของฮุ่ยก็ได้มาถึง ทั้งครอบครัวของฮุ่ยต่างว้าวุ่นวุ่นวาย ทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องที่เป็นชนชั้นสูงล้วนแต่มาแสดงความยินดี ฮุ่ยรู้สึกใจเต้นตุ้มๆต่อมๆ ประหนึ่งคนคุกที่โดนโทษประหารได้ยินเสียงเครื่องประหาร ฮุ่ยกำลังเผชิญกับความโชคร้ายอยู่
หลังจากที่เหล่าบรรดาแขกที่มาร่วมงานได้จากไปแล้ว แม่ของฮุ่ยตระกูลเฉิน ก็ได้มาถึงห้องของฮุ่ย และกล่าวอำลาลูกสาวของตนที่ฟูมฟักเลี้ยงมาตลอด20ปี “ฮุ่ย แม่ขอโทษลูกจริงๆ ที่ให้ลูกมาอยู่บ้านของเจิ้ง จะให้แม่วางใจได้อย่างไร ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะจิตใจของเตี่ยนั้นแข็งเสียเหลือเกิน จิตใจของเตี่ยทำร้ายลูก เธอร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กที่รู้สึกผิด
“แม่ แม่ไม่ต้องเสียใจนะ ชะตาชีวิตหนูถูกลิขิตให้เป็นแบบนี้ แม่อย่าโทษตัวเองเลย” ฮุ่ยฝืนใจพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเมื่อเห็นแม่ร้องไห้ แม่ของเธอยังคงร้องไห้อย่างไม่มีทีท่าจะหยุด น้ำตายังคงไหลอย่างปริ่มล้นหัวใจ
ท่ามกลางเสียงฆ้องและเสียงขลุ่ยที่ดังกังวาน เกี้ยวก็ได้พาฮุ่ยเคลื่อนออกจากบ้านไป เคลื่อนไปยังสถานที่ที่ฮุ่ยไม่อยากจะไปเอาเสียเลย
เจว๋ซินเหมือนตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทรา เจว๋ซินเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ทุกอย่างล้วนจบสิ้นลงแล้ว คือเขานั่นเองที่เป็นคนส่งฮุ่ยไปยังห้วงเหวลึกที่แสนน่ากลัว คือเขาเองที่ช่วยคนอื่นให้ช่วยชักจูงฮุ่ยให้ตกลงไปยังชะตาชีวิตที่แสนระทม คือเขานั่นเองที่สละคนที่เขารักคนสุดท้ายไป เจว๋ซินรู้สึกเวียนหัว หน้ามืด ก่อนที่ร่างกายจะฟุบล้มลงไป เขาป่วยเสียแล้ว
เมื่อฮุ่ยได้รู้ข่าวว่าเจว๋ซินล้มป่วยลง เธอก็รู้สึกร้อนรนเป็นอย่างมาก แต่เธอกลับไม่สามารถไปที่บ้านเกาเพื่อนเยี่ยมเจว๋ซินได้ด้วยตนเอง เธอจึงส่งซ้อหยางซึ่งเป็นคนรับใช้ไปเยี่ยมแทนพร้อมกับให้นำของขวัญไปมอบให้เจว๋ซิน เจว๋ซินพักผ่อนได้10กว่าวัน ก็หายเป็นปกติ เจว๋ซินเอนกายพักลงบนเก้าอี้อ้อย ฟังเรื่องราวของฮุ่ยจากซ้อหยาง พ่อแม่ของสามีของฮุ่ยนั้นเข้มงวดและไม่ใจดีนัก ส่วนสามีก็อารมณ์พิลึกประหลาด ไม่รู้จักเอาใจใส่เสียเลย มีครั้งหนึ่ง ฮุ่ยรู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงไม่ได้ไปทานข้าวเป็นเพื่อนพ่อแม่ของสามี ภายหลังจึงโดนคุณย่าสั่งสอนไป ฮุ่ยโกรธจนวิ่งกลับไปร้องไห้ในห้องครึ่งค่อนวัน สามีของฮุ่ยไม่ปลอบใจใดๆทั้งสิ้น ทั้งยังซ้ำตำหนิฮุ่ยเสียอีก
“คนประหลาดเช่นนี้ ตั้งแต่ฉันเกิดมาก็ยังไม่เคยเห็น เตี่ยของพวกเราช่างตาบอดเสียจริง ไปติดเสน่ห์คนพวกนี้ เหมือนเอาดอกไม้ที่สวยงามโยนลงไปในโคลนตม ถ้าหากไม่ใช่เพื่อคุณหนูใหญ่แล้วละก็ ใครจะไปทนรอคนแบบนั้นอย่างมีความสุขได้” ซ้อหยางยิ่งพูดอารมณ์ก็ยิ่งขึ้น
เจว๋ซินเมื่อได้ยิน สีหน้าก็เปลี่ยนทันที เขายื่นมือจากโต๊ะไปยังของขวัญที่ฮุ่ยส่งมาให้ เจว๋ซินหยิบที่คั่นหนังสือนั้นมาไว้ในมือ ซึ่งที่คั่นหนังสือนั้นฮุ่ยเป็นคนทำด้วยมือของตนเอง บนที่คั่นหนังสือนั่นมีกลอนเขียนไว้อยู่2ประโยค “หนอนไหมขาดใจ ใยไหมพรั่งพรู เทียนไขมอดไหม้ หยาดน้ำอุ่นใสปริ่มดวงตา” เมื่อเจว๋ซินได้มองกลอนเช่นนี้ ก็รู้สึกสะเทือนใจยิ่งนัก
เจว๋ซินคิดถึงสิ่งที่ได้คุยกับซ้อหยางขึ้นมาอีกครั้ง “คุณหนูใหญ่ได้ยินว่าคุณชายใหญ่ล้มป่วยก็ร้อนรนเป็นอย่างมาก คุณหนูใหญ่กล่าวว่าคุณชายใหญ่ล้มป่วยลงด้วยเหตุเพราะยุ่งกับงานแต่งของคุณหนู จิตใจของคุณหนูใหญ่ไม่สงบเอาเสียเลย เธออยากมาเยี่ยมคุณชายใหญ่ด้วยตนเอง แต่คุณชายกู้ก็อารมณ์แปลกพิลึก ขนาดคุณหนูใหญ่กลับไปอยู่ที่บ้านก็ยังไม่มีความสุขเลย หากคุณหนูใหญ่ไปทะเลาะกับพวกเขาก็คงจะไม่ดีนัก คุณชายใหญ่ ท่านเข้าใจไหมคะ คุณหนูใหญ่เป็นคนอารมณ์ดี เวลาเจอเรื่องเข้าให้ก็มักจะยอมคน คุณหนูใหญ่เรียกให้ฉันมาเยี่ยมคุณชายใหญ่ ให้มาถามไถ่ว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง” ซ้อหยางยังกล่าวอีกว่า “คุณหนูใหญ่มักจะแอบร้องไห้อยู่เสมอ ยังไงฉันก็อยู่บนโลกใบนี้ได้อีกไม่นานหรอก ตายเร็วได้เสียก็ดี
เจว๋ซินตระหนักได้ทันทีว่าตนได้หล่อหลอมความผิดครั้งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง และสร้างเครื่องประดับที่ทำร้ายผู้คนเพิ่มมาอีก ตอนนี้ฮุ่ยก็ได้ถลาไหลเข้าไปยังห้วงเหวลึกที่มิอาจจะดึงกลับมาได้ แม้ฮุ่ยจะยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ก็มิอาจเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์สุดท้ายได้ เจว๋ซินร้องตะโกนเสียงยาวออกมา น้ำตาของเขาไหลออกมาอีกครั้ง
ขณะที่ซ้อหยางกำลังจะไป เจว๋ซินก็ได้บอกกับซ้อหยางว่า “ซ้อหยาง ตอนนี้คุณหนูใหญ่อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก บางครั้งจิตใจอาจจะไม่แจ่มใสนัก ซ้อหยางช่วยอยู่เป็นเพื่อนให้กำลังใจด้วยที”
ซ้อหยางเมื่อได้ฟังเช่นนี้ ก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นยิ่งนัก และกล่าวว่า “จิตใจของคุณท่านช่างดีงามเสียเหลือเกิน ซ้อจะคอยปรนนิบัติคุณหนูใหญ่ให้ดี ถ้าหากคุณหนูใหญ่มีพี่ชายอย่างท่าน คงจะไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพยากลำบากเช่นนี้
สิ่งที่ซ้อหยางพูดออกมาคือความจริงจากใจ เจว๋ซินพอได้ฟังแล้วก็คิดว่า แม้หากฮุ่ยจะได้เป็นน้องสาวของเขาจริง โชคร้ายนี้ก็คงมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ เจว๋ซินหย่อนกายพักลงบนเก้าอี้อ้อยอย่างคนหมดแรง ซ้อหยางเห็นว่าเจว๋ซินคงจะเหนื่อยมากแล้วจึงเดินจากไป

68
บทที่ 12 การตัดสินใจ
การที่พี่หยางมาบอกข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ของฮุ่ย ทำให้เกิดความสะเทือนใจต่อคนหนุ่มสาวในบ้านตระกูลเกาอย่างรุนแรง
ซูหวาฟังแล้วโกรธอย่างยิ่ง ซูเจินหวาดกลัวอย่างมาก
ซูอิงฟังแล้ว ตอนแรกรู้สึกหวาดกลัว เธอรู้สึกราวกับมองเห็นชะตากรรมเช่นเดียวกันนี้รอเธออยู่ตรงหน้า ทว่าต่อมาเธอตัดสินใจแล้ว เธอจะไม่เดินบนเส้นทางเดียวกับฮุ่ย แม้หนทางใหม่เส้นนั้นยังไม่ได้กำหนดแผนการที่ชัดเจน แต่เธอรู้ได้ว่านี่เป็นเพียงทางเดียวเท่านั้น นั่นคือเส้นทางที่เจวี๋ยฮุ่ยชี้ให้เธอ เป็นธรรมดาที่บางครั้งเธอก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะลังเลอยู่บ้าง แต่หลังจากได้เห็นชะตากรรมของฮุ่ยแล้วเธอไม่อาจลังเลได้อีกต่อไป เธอฝากความหวังทั้งหมดไว้บนเส้นทางใหม่เส้นนั้น เธอไม่มองอนาคตของตนเองในแง่ร้ายอีก ความเจ็บปวดของเธอกลับกลายมาจากความสงสารที่เธอมีต่อฮุ่ย
ฮุ่ยทำให้เจวี๋ยซินคิดถึงซูอิง เป็นความจริงที่ชะตากรรมแบบเดียวกับฮุ่ยกำลังรออยู่ตรงหน้าซูอิง ฮุ่ยในตอนนี้คืออนาคตของซูอิง การคุกคามของชะตากรรมนั่นเป็นสิ่งที่ใหญ่หลวง แต่ซูอิงนั้นต่างกับฮุ่ย ซูอิงยังคงต่อสู้อยู่ เสียงอ่านภาษาอังกฤษของเธอเป็นสิ่งยืนยันว่าเธอไม่ยอมที่จะพบเจอหายนะนั้น ทว่าเธอจะสามารถหลีกหนีมันได้หรือ เจวี๋ยซินไม่กล้าคิดมาก เขาไม่มีความกล้าที่จะมองดูบทสรุปเช่นนั้นของซูอิง บทสรุปนั่นอยู่ไม่ไกล และยังอาจหมุนเวียนมาเป็นเขาอีกครั้งที่เป็นผู้ผลักซูอิงลงไปในเหวลึก เจวี๋ยซินคิดว่าเธอควรหนี แต่เธอจะทำสำเร็จหรือ
“พี่ใหญ่ จริงอยู่ที่เรื่องของพี่ฮุ่ยไม่มีทางย้อนกลับได้แล้ว แต่เรื่องของน้องสองนั้นพวกเรายังสามารถแก้ไขได้ ไม่ใช่ว่าพี่ก็ไม่รู้เรื่องของบ้านเฉินเค่อ อารมณ์ช่วงนี้ของพ่อสามพี่ก็เห็นแล้ว เขาคงไม่สงสารน้องสองหรอก น้องสองเป็นผู้หญิงที่มีความมุ่งมั่น พวกเราควรให้ความช่วยเหลือน้องสอง” เจวี๋ยหมินกล่าว
พวกเราควรให้ความช่วยเหลือเธอ เจวี๋ยซินรู้สึกว่าสายตาหลายคู่กำลังมองที่เขา และรอคำตอบจากเขาอยู่ ความคิดของเขาไร้ทางหลีกหนี ดวงตาที่คลอด้วยน้ำตาขอความช่วยเหลือของซูอิงยิ่งทำให้เขาสงสาร แม้ว่าตลอดมาเขาจะรู้สึกว่าตนเองไม่มีกำลัง แต่เขาก็ได้ตัดสินใจแล้ว เขาไม่สามารถปล่อยให้ซูอิงเป็นฮุ่ยคนที่สอง เขาจึงตอบว่า “ขอเพียงน้องสองตัดสินใจแน่วแน่ พี่จะช่วยสุดความสามารถ แต่พวกเธอจะพูดหรือจะทำอะไรต้องระมัดระวังกันสักหน่อย”
บทที่ 13 “พวกหัวรุนแรง”
ในช่วงหลายวันมานี้ เจวี๋ยหมินถือว่ามีความสุขที่สุด เรื่องฉินและสำนักหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์อยู่ในใจของเขา เขาได้รับความอ่อนโยน การปลอบใจ และกำลังใจจากฉิน สำนักหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์มีการพัฒนาใหม่ ๆ ในใจของเจวี๋ยหมินและเพื่อนของเขาเต็มไปด้วยความสุขและความใฝ่ฝัน เขาเขียนจดหมายถึงเจวี๋ยฮุ่ยที่เซี่ยงไฮ้ บอกเล่าชีวิตและความคิดของเขา

71-72
สิบสาม “กลุ่มที่รุนแรงเกินไป”
ในช่วงสองสามวันนี้ เจว๋หมินในที่สุดก็มีความสุขที่สุด เรื่องของพิณและสำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์อยู่ในใจของเขา สิ่งที่เขาได้รับมาจากพิณก็คือความอ่อนโยน การปลอบใจและการให้กำลังใจ สำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ก็มีการพัฒนาใหม่อีก เขาและพวกเพื่อนร่วมงานของเขาในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและการเฝ้าปรารถนา เขาเขียนจดหมายถึงเจว๋ฮุ่ยที่เซี่ยงไฮ้ รายงานชีวิตและแนวคิดของเขา
เขาพูดว่า เขาและพวกเพื่อนของเขา ก็คือพวกเพื่อนของเจว๋ฮุ่ยที่ก่อตั้งกลุ่มหนึ่งมาด้วยกัน ที่เรียกว่า “จุนเช่อ” เขายังพูดอีกว่า “นายอาจจะคิดไม่ถึงว่าฉันจะเข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่ว่าฉันในตอนนี้กับเมื่อก่อนมันไม่เหมือนกันแล้ว เมื่อก่อนฉันต่อระบบเก่า คนเก่ามากเท่าไหร่ฉันก็ยังมีความหวังอยู่นิดหน่อย ยังอาลัยอาวรณ์อยู่นิดหน่อย ทุกวันนี้ฉันเข้าใจแล้วว่ามันเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงมาก ความอดทนทั้งหมดย่อมมีอยู่จำกัด อย่างฉันที่เป็นคนที่ไม่กระตือรืนร้นอย่างนี้ยังสามารถเปลี่ยนเป็นสมาชิกของกลุ่มที่รุนแรงได้ ตอนนี้คนที่บ้านเรียกฉันว่าเป็น “กลุ่มที่รุนแรงเกินไป” ไม่ผิดหรอก ตอนนี้ฉันเป็น “กลุ่มที่รุนแรงเกินไป” ”
“น้องสาวที่สองมีความหวัง หล่อนมีความทะเยอทะยาน พวกเราไม่สามารถให้หล่อนเป็นสิ่งของบรรณาการหนึ่งไปอย่างศูนย์เปล่า ฉันตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า ฉันจะไม่ทำให้นายผิดหวัง”
และแล้วเขาก็บอกเจว๋ฮุ่ยอีกในเรื่องเหตุการณ์การแจกใบปลิวบนถนนในวันแรงงานนานาชาติปีนี้ เขาพูดว่าเหตุการณ์นี้ไม่สามารถให้พ่อสามรู้ได้ แต่ว่าเขาไม่กลัวเลย เพราะพวกเขาแม้แต่เรื่องของตนเองพวกเขายังจัดการได้ไม่ดี “คุณอาที่ห้าก็นำซี่เออร์ที่เป็นนางบำเรอของน้องชายเมียพ่อที่ห้ามาเป็นภรรยาอี๋อย่างเปิดเผย ช่วงนี้ได้ยินคนพูดกันอีกว่า คุณอาที่สี่มีความสัมพันธ์กับสาวใช้คนหนึ่ง พวกเขาทำเรื่องที่หน้าอายกัน คุณอาที่สามบนหน้าก็เคร่งขรึมสุดๆ พวกลัทธิเต๋าคณะนั้นนิสัยทั้งอารมณ์ดีทั้งน่าขัน เรื่องในบ้านแน่นอนว่าเขาไม่รู้ทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะรู้ก็ไม่แน่ว่าจะมีวิธีแก้ไขปัญหา ง่ายๆก็จำใจต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ สิ่งที่ฉันทำล้วนเป็นเรื่องที่สมควร เขาต้องสนใจ เห็นว่าฉันไม่กลัวเขา เขาก็เลยไปโมโหใส่พี่ชายใหญ่”
ในจดหมายหลังจากนี้อีกสองสามครั้ง เจว๋หมินก็บอกกับเจว๋ฮุ่ยอีกว่า:
จุนเช่อออกจำหน่ายหนังสือเล่มแรก นั่นคือนิยายที่พรรณาสังคมในอนาคต พวกเขายังวางแผนจะออกจำหน่ายหนังสืออื่นๆต่อเนื่องอีก หวังว่าเจว๋ฮุ่ยจะหาหนังสือประเภทนี้ที่เซี่ยงไฮ้อีกจำนวนหนึ่ง ส่งมาให้พวกเขา
ในช่วงวันหยุดพักร้อนเตรียมตัวแสดงละคร พวกเขาได้แบ่งบทบาทกัน เจว๋หมินได้แสดงแค่บทบาทหนึ่งที่ไม่สำคัญ เพราะว่าเขากลัวว่าจะแสดงได้ไม่ดี พวกเขาแสดงอย่างตั้งใจมาก ถึงกับลืมไปเลยว่านี่คือการแสดงละคร เหมือนเข้าร่วมการการแข่งขันแย่งชิงอิสรภาพรอบหนึ่ง
เขาอยากชวนเจว๋ซินและชูอิงไปดูการแสดงนี้มาก
เกี่ยวกับพิณ เจว๋หมินเขียนว่า
หล่อนจบการศึกษาที่ครูสตรีแห่งหนึ่งแล้ว พวกเขาวางแผนรอเจว๋มินจบการศึกษาชีวประวัติอย่างไม่เป็นทางการก่อน แล้วไปที่เซี่ยงไฮ้หรือไม่ก็ปักกิ่งด้วยกัน ในหนึ่งปีนี้ ต้องช่วยชูอิงจัดการธุระให้เรียบร้อยก่อน มิฉะนั้นแล้ว พอพวกเขาไป ธุระของเขาก็จัดการได้ไม่ง่ายแล้ว เขามักจะนำนิตยสาร อย่างเช่น วัยรุ่นใหม่ เป็นต้น ไปให้หล่อนอ่าน เขาค่อยๆถ่ายทอดวามแนวคิดต่อต้านเข้าสู่สมองของหล่อน
73
ส่วนเรื่องเจว๋ซิน เจว๋หมินเขียนเล่าว่า
“พี่ใหญ่เข้ามาทีไรก็หน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลา เมื่อคืนตอนฉันกำลังจะเข้านอน เขาก็โพล่งเข้ามาในห้องของฉัน พี่ใหญ่บอกว่าเขาเป็นกังวลเรื่องที่นาในชนบท เขาเล่าว่า ปีนี้ในชนบทไม่ค่อยราบรื่นนัก ทหารกองรักษาการณ์เอะอะก็เรียกเก็บเสบียงเรียกเก็บภาษี เสบียงภาษีของอีกสิบกว่าปีข้างหน้าก็เก็บไปแล้ว ช่วงหลังเดือนเมษายน บางพื้นที่เจอน้ำท่วม ฉันปลอบใจให้พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นกังวล แต่ใจจริงฉันก็คิดว่าหากบ้านของพวกเรามีโอกาสที่จะล้มละลายจริง ๆ ทุกคนต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ต้องเป็นปรสิตที่คอยพึ่งค่าเช่านา ค่าเช่าบ้าน บางทีพวกเราอาจจะมีความสุขกว่านี้ก็ได้ ไม่ต้องขัดแย้ง ตีกรอบและต่อสู้กันเองเหมือนตอนนี้ บอกตามตรง ชีวิตในครอบครัวศักดินาแบบนี้ ฉันเบื่อกับมันเต็มทนแล้ว”

ยี่สิบสี่ เชิญหมอ
การแสดงของเจว๋หมินที่โรงละครว่านชุนแสดงมาแล้วสามวัน เจว๋หมินเชิญเจว๋ซินให้ไปดูด้วย ละครเรื่องนี้ทำให้เจว๋ซินซาบซึ้งมาก เขาปรบมืออย่างชื่นชมเหมือนกับคนอื่น ๆ
เมื่อละครจบลง เจว๋ซินกลับบ้านไปพบคุณนายโจว คุณนายโจวบอกเขาว่าคุณยายโจวให้คนมาเชิญเขา เนื่องจากฮุ่ยป่วย ต้องการให้เขาไปหารือเรื่องเชิญหมอมารักษา ข่าวที่เหมือนสายฟ้าฟาดนี้ทำให้เขาไม่เหลือความจำเกี่ยวกับละครอีกเลย เขาเป็นกังวลมาก เขารู้ดีว่าการป่วยของฮุ่ยต้องไม่ใช่การป่วยทั่วไปแน่ ๆ คุณยายโจวถึงมาเชิญเขาไปหารือ
วันต่อมา เจว๋ซินไปถึงบ้านสกุลโจว
“ฮุ่ยน่าสงสารจริง ๆ ผอมลงไปมาก ทั้งปวดหัว เป็นไข้ หอบหืด ไอ ปวดตามช่องท้อง ร่างกายคนเราจะทนต่ออาการป่วยมากมายขนาดนี้ได้อย่างไรกัน พวกเราเพิ่งรู้เรื่องเมื่อวาน ฮุ่ยกินยาไปแล้วหลายสำรับแต่ก็ไม่ดีขึ้น พ่อของฮุ่ยก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี คุณแม่จึงบอกให้เชิญคุณชายใหญ่มาหารือ” คุณนายเฉินแม่ของฮุ่ยพูดอย่างเป็นกังวล
เจว๋ซินบ่นพึมพำกับตัวเองอยู่นาน แล้วพูดขึ้นมา “ผมว่าเราควรเชิญหมอชาวตะวันตกมาดีกว่า ยิ่งตอนนี้ฮุ่ยกำลัง ‘มีข่าวดี’ อยู่ด้วย ไม่ใช่คนทั่วไป จะประมาทไม่ได้”
“เกรงว่าบ้านสกุลเจิ้งจะไม่ยอม” โจวปั๋วเทาพ่อของฮุ่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พูดแทรกขึ้น อันที่จริงตัวเขาเองก็เป็นคนที่ต่อต้านการแพทย์แผนตะวันตก
“งั้นเธอก็คิดวิธีที่ดีกว่านี้ออกมาสิ แล้วฉันจะไม่ยุ่งเลย เรื่องทั้งหมดมันเกิดจากเธอทั้งนั้น ชีวิตของฮุ่ยจะจบลงด้วยกำมือของเธอ” คุณยายโจวโกรธถึงขีดสุด
ในบ้านหลังนี้ เรื่องทุกเรื่องจะมีโจวปั๋วเทาเป็นคนดูแล ไม่เคยมีใครเคยฝ่าฝืนความตั้งใจของเขา แต่ครั้งนี้คุณยายโจวกลับส่งเสียงคัดค้านออกมา เขาเดินสะดุดก้อนหินเข้าเสียแล้ว จึงค่อย ๆ เดินออกไปอย่างเงียบ ๆ
คุณยายโจวตัดสินใจให้เจว๋ซินเชิญหมอชาวฝรั่งเศสมาตรวจ
เจว๋ซินและหมอมาถึงบ้านสกุลเจิ้ง เจิ้งกั๋วกวังสามีของฮุ่ยตามพวกเขาเข้าไปที่ห้องของฮุ่ย
ฮุ่ยนอนอยู่บนเตียง ผอมซีดอย่างเห็นได้ชัด ฮุ่ยมองไปที่เจว๋ซินและยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดด้วยเสียงต่ำ “พี่ใหญ่ สวัสดีค่ะ” แล้วน้ำตาก็ค่อย ๆ ออกมาจากเบ้าตาของเธอ เธอรีบหันหน้าหลบไปข้างใน เจว๋ซินรู้สึกปวดใจอย่างมาก แต่เขาอดกลั้นอย่างสุดความสามารถแล้วแสร้งทำยิ้มแล้วหันไปคุยกับหมอ
หลังจากการตรวจ หมอบอกว่า “คนไข้เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นอาการที่พบเจอได้บ่อยในคนท้อง ไม่เป็นอะไรมาก แต่ก็ต้องทำการผ่าตัดเล็ก ๆ”

77 – 81
“จากที่ฉันดูแล้ว คำพูดของเขาไว้ใจไม่ได้เด็ดขาด อาการปวดหัวจะเกี่ยวกับปัสสาวะได้อย่างไร” เจิ้งกั๋วกวงที่เดินตามหลังหมอมาพูดขึ้น
เจวี๋ยซินถามความเห็นของฮุ่ย ฮุ่ยพูดว่าหมอเป็นผู้ที่ย่าของหล่อนเชิญมา ทั้งยังต้องรบกวนท่านพี่ไปเชิญด้วยตนเองอีก หล่อนแสดงความเห็นด้วย
“ไม่เห็นจะดีเลย ฉันว่าหมอฝรั่งนี่พึ่งพาไม่ได้” เจิ้งกั๋วกวงที่อยู่ด้านข้างแย้งขึ้น
“คุณนายน้อย ทำไมเธอถึงพูดจาดีตอบฝรั่งที่มาดูอาการให้เช่นนี้ละ ฝรั่งเล่นเล่ห์เยอะ ต้องคิดวิธีแปลกๆ มาหลอกเราแน่ๆ ยิ่งไปกว่านั้น…” แม่สามีของฮุ่ยกรีดร้องขึ้นมาเพราะโรคฮิสทีเรีย* สีหน้าของนางดูไม่ค่อยดี
เจวี๋ยซินคิดจะอธิบาย แต่ฮุ่ยที่นอนอยู่บนเตียงพูดขึ้นว่า “พี่ใหญ่” หล่อนยิ้มน้อยๆ อย่างอ่อนแรง “ขอบคุณท่านมากที่มาในวันนี้ คำพูดของท่านแม่ก็มีเหตุผล ฉันจะไม่เชิญหมอฝรั่งมาดูอาการอีกแล้ว รบกวนพี่ใหญ่ส่งข่าวให้ย่าๆ ด้วย โปรดบอกให้พวกท่านไม่ต้องกังวลใจอีก”
เจวี๋ยซินยืนอยู่ที่หน้าเตียง จ้องมองฮุ่ยที่ไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก
“คุณนายน้อยนี่ช่างสมเหตุสมผล” สามีของฮุ่ยเยินยอด้วยความภูมิใจ
“พี่ใหญ่ น้องสาวของท่านช่างมองทะลุปรุโปร่ง อาการป่วยเช่นนี้ ไม่เหมาะที่จะเชิญหมอฝรั่งมาดูอาการ เชิญท่านกลับไปส่งข่าวต่อให้พ่อตา แม่ยายทราบด้วย ขอให้พวกท่านโปรดวางใจ” เจิ้งกั๋วกวงพูดอย่างสุภาพ
เจวี๋ยซินส่งเสียงงึมงำตอบ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่บอกฮุ่ยสองสามประโยคแล้วจึงขอตัวลา
เจวี๋ยซินเดินอยู่บนถนน แต่ในใจของเขากลับปรากฏภาพของฮุ่ยที่ตัวผอมซีด เขาเป็นกังวลกับชะตากรรมของฮุ่ย ความเศร้าโศกและขุ่นเคืองเจ็บแปลบขึ้นในใจเขา
________________________________________________________________________________
*โรคฮิสทีเรียเป็นอาการชนิดหนึ่งในประเภทของโรควิตกกังวล ผู้ที่เป็นฮิสทีเรียจะมีอาการเกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์ การควบคุมจิตสำนึกด้านการกระทำลดลง

บทที่ 15
อีกโลกหนึ่ง

วันที่สองที่เจวี๋ยซินไปดูการแสดง ฉินนัดซูอิงไปดูการแสดงของพวกเจวี๋ยหมิน
ฉินเชิญซูอิงต่อหน้าจางซื่อแม่ของหล่อน ไปเที่ยวที่บ้านของตน จางซื่อไม่คัดค้านแต่อย่างใด หลังจากที่ซูอิงไปถึงบ้านของฉินแล้ว ฉินบอกกับแม่ของซูอิงว่าจะไปซื้อของเป็นเพื่อนซูอิง และจะไปโรงละครด้วยกัน ตอนที่พวกหล่อนกลับบ้านหลังดูละครจบ ไม่มีใครรู้ว่าพวกหล่อนไปโรงละครมา
ซูอิงไปโรงละครเป็นครั้งแรก ทุกสิ่งภายในโรงละครล้วนดูแปลกใหม่สำหรับหล่อน ท่ามกลางที่นั่งของแขกสุภาพสตรีที่อยู่ชั้นบนทั้งหมดคือนักเรียนหญิง ชั้นล่างคือที่นั่งของแขกสุภาพบุรุษ นักเรียนวัยหนุ่มสาวมีมากกว่าครึ่ง ทั้งโรงละครเต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา
การแสดงเป็นเรื่องเกี่ยวกับสมาชิกพรรคปฏิวัติชาวต่างชาติคนหนึ่ง นักแสดงแน่นอนว่าคือเจวี๋ยหมินและเพื่อนของเขา การแสดงของพวกเขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ผู้ชมทั้งโรงละครล้วนตั้งใจชมการแสดงบนเวที จับจ้องทุกการเคลื่อนไหว ตั้งใจฟังทุกคำพูดของนักแสดงราวต้องมนตร์สะกด เมื่อการแสดงแต่ละองก์จบลง ม่านถูกดึงลงชั่วคราว เสียงปรบมือดังกระหึ่มขึ้นทั้งโรงละคร
“พี่ฉิน ฉันอยากจะร้องไห้” ซูอิงพูดกับฉินพร้อมยิ้มทั้งน้ำตาคลอเบ้า
“ฉันเองก็เหมือนกัน ละครเรื่องนี้ช่างน่าประทับใจเหลือเกิน” ลบผิด

82
บทที่ 15 โลกอีกใบหนึ่ง

“น้องเพิ่งจะรู้ตอนนี้เองว่าบนโลกเรานี้ยังมีเรื่องแบบนี้ ยังมีคนพวกนี้อยู่” ซูอิงกล่าวอย่างตื่นเต้น
“ก็ก่อนหน้านี้น้องอยู่แต่ในบ้านทั้งวัน ไม่รู้เรื่องข้างนอกก็ไม่แปลกหรอกจ้ะ ต่อจากนี้ ลองออกมาเดินดูข้างนอกให้มากขึ้น โลกของน้องก็จะค่อย ๆ เปิดกว้างขึ้นอย่างแน่นอนจ้ะ” ฉินกล่าวอย่างดีใจ
“น้องไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ค่ะ เป็นคนเหมือนกันแท้ ๆ แต่ทำไมผู้หญิงฝรั่งสามารถทำเรื่องพวกนั้นได้อย่างมีอิสระเสรี ขณะที่ผู้หญิงจีนกลับถูกกระทำเหมือนเป็นของกำนัล เป็นนกเลี้ยง มอบให้คนนู้นคนนี้ ขังเอาไว้ในกรง แม้แต่เรื่องของตัวเองพวกเราก็ยังไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้เลย ทำได้แค่มองดูคนอื่นส่งตัวเองไปตายทั้งเป็นอย่างนั้น” ซูอิงว่าอย่างขมขื่น
เมื่อฉินได้ฟังซูอิงกล่าวเช่นนั้น จึงรู้สึกว่าแท้จริงแล้วซูอิงกำลังเปลี่ยนไป เธอเริ่มยื่นหน้าออกมาจากกรงขังเพื่อมองดูโลกภายนอกโดยที่ไม่มีใครคาดถึง ความปรารถนาที่จะโบยบินออกจากกรงของเธอทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน นี่คือสิ่งที่ฉินหวังไว้เสมอมา คำพูดของซูอิงทำให้ฉินพึงพอใจเสียจนเธออดรู้สึกปลื้มปิติมิได้ เธอจึงใช้โอกาสนี้กล่าวกับซูอิงว่า “นี่คือเหตุผลว่าทำไมพวกพี่รองถึงต้องต่อสู้กับสาเหตุของระเบียบจารีตเก่า คนเขาเรียกระเบียบจารีตเก่าว่าเป็นแนวคิดของมนุษย์กินคน ก็เข้าท่าดีนะจ๊ะ ไม่รู้ว่าระเบียบจารีตเก่าสังเวยชีวิตผู้หญิงไปกี่คนแล้ว ทั้งพี่เหมย พี่สะใภ้ใหญ่ หมิงเฟิ่ง พี่เห็นกับตาตัวเองมาหมดแล้ว ไหนจะพี่ฮุ่ย ที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นเดียวกันอีก แต่ว่าตอนนี้ก็มีผู้หญิงจีนไม่น้อยแล้วนะจ๊ะ ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านโชคชะตา ต่อต้านระเบียบจารีตเก่า ”จากนั้นฉินจึงแนะนำจดหมายที่เพื่อนของเธอส่งมาให้จากข้างนอก ในจดหมายเล่าว่าข้างนอกมีนักเรียนหญิงทยอยตัดผมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
ในใจของซูอิงรู้สึกตื่นตัว คำพูดของฉินสร้างแรงบันดาลใจให้เธอ เธอเห็นด้วยกับความคิดของฉิน และหวังว่าตนจะได้ฟังความเห็นจากฉินด้วยเช่นกัน
การแสดงบนเวทียังคงดำเนินต่อไป ตัวละครหนึ่งกล่าวอย่างโศกเศร้าว่า “ข้าพเจ้ากำลังคิดถึงความตาย ข้าพเจ้าไม่กลัวสักนิด อิสระจะต้องตื่นขึ้นมาพร้อมกับรุ่งอรุณในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน” เมื่อดูจนถึงฉากนี้ ซูอิงและฉินก็มีน้ำใส ๆ เอ่อคลอเต็มดวงตาทั้งสองข้างไปหมดแล้ว
ม่านเวทีค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงมาท่ามกลางเสียงร้องชื่นชมที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เสียงปรบมือดังกระหึ่มไปทั่วทั้งโรงละคร บรรดานักเรียนต่างพากันลุกขึ้นยืน
“นี่คือสตรีผู้กล้า!” ซูอิงกล่าวชมนักแสดงนำหญิงในละคร น้ำเสียงของเธอเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
แม้ฉินและซูอิงจะเดินออกมาจากโรงละครแล้ว แต่เสียงการต่อสู้ของผู้ปฏิวัติยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท

บทที่ 16 เธอเปลี่ยนไปแล้ว

การดูละครช่วยกระตุ้นซูอิงได้ดีทีเดียว นอกจากจะทำให้เธอได้เปิดโลกใบใหม่ ทำให้เธอได้พบกับจุดหมายที่อยู่ตรงหน้า ยังทำให้เธอได้รู้จักกับคนใหม่ ๆ คนที่มีเลือด มีเนื้อ มีความรู้สึก มีความตั้งใจ พวกเขาช่างจริงใจและบริสุทธิ์ เปรียบกับคนที่บ้านของเธอแล้ว แตกต่างกันราวอยู่กันคนละโลก ชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าและการอุทิศตนที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น ดีกว่าชีวิตของเธอที่อาศัยอยู่ในบ้านที่เหมือนกับกรงขังนั้นไม่รู้ตั้งกี่เท่า ตอนนี้เธอไม่รู้สึกสับสนอีกต่อไปแล้ว เธอกับพี่รองและพี่ฉินของเธอได้ร่วมมือกันวางแผนไว้ เธอเป็นเหมือนนกน้อยตัวหนึ่ง ที่กำลังรอเวลาว่าสักวันโอกาสจะมาถึง เธอจะได้ทำลายกรงขังแล้วโบยบินออกไป ก่อนหน้านี้เธอเพียงแต่ชิงชังชีวิตในกรงขัง และหวาดหวั่นต่อโชคร้ายที่กำลังจะมาเยือน แต่คราวนี้เธอได้เห็นทัศนียภาพที่งดงามของท้องฟ้าที่ไร้พันธนาการข้างนอกกรงขังแล้ว ยิ่งมีแต่จะทำให้เธอมั่นใจในการตัดสินใจของตนมากขึ้นเท่านั้น เธอมักจะเห็นเงาของคนเหล่านี้แกว่งไกวไปมาอยู่ตรงหน้า คอยเป็นแรงบันดาลใจให้เธอ คอยร้องเรียกเธอ หนังสือที่เธออ่านช่วงไม่กี่เดือนมานี้มีแนวคิดที่ช่วยส่งเสริมและผลักดันเธอ เธอกำลังเตรียมพร้อมกับทุกสิ่งทุกอย่าง เธอจะไม่ทนมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ระทมและถอนหายใจไปวัน ๆ อีกต่อไปแล้ว เธอจะพยายามเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และจะตั้งใจศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ จากพี่ฉิน

86
บทที่ 16 เธอเปลี่ยนไปแล้ว (ต่อ)
วันนี้ ซูอิงและซูหวาเรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์พิเศษที่เชิญมาสอนที่บ้านเช่นเคย ทันใดนั้น มีเสียงไอค่อกแค่กดังมาจากด้านนอก แว่วเสียงฝีเท้าอันคุ้นหูเดินผ่านหน้าต่างไป ซูอิงพึมพำกับตนเองว่า “ท่านพ่อกลับมาแล้วสินะ”
ผ่านไปครู่เดียว ชุ่ยหวนวิ่งหน้าตื่นมาหาแล้วพูดว่า “คุณหนูรองเจ้าคะ นายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูรีบไปหานายท่านเถอะนะคะ” แม้ว่าจะยุ่ง ทว่าซูอิงก็ยอมลุกขึ้นและเดินตามสาวใช้ไป
ตอนที่ซูอิงมาถึง เค่อหมิงกำลังนั่งสูบยาสูบอยู่บนเก้าอี้บุนวมหนานุ่ม เมื่อซูอิงคำนับเสร็จเรียบร้อยก็พูดอย่างอ่อนหวานว่า “ท่านพ่อ ท่านกลับมาแล้วหรือคะ” เค่อหมิงพยักหน้าตอบพร้อมตำหนิว่า “พ่อกลับมาสักพักแล้ว แต่เจ้ากลับเพิ่งมา”
“พอดีลูกเรียนหนังสืออยู่จึงไม่ทราบว่าท่านพ่อกลับมาแล้ว” ซูอินก้มหน้าแก้ตัว
“เป็นเรื่องจริงเจ้าค่ะท่านพี่ ช่วงนี้ลูกสองขยันตั้งใจเรียนมาก อ่านภาษาอังกฤษจนดึกดื่นทุกคืน” ท่านแม่โพล่งขึ้นมาช่วยพูดอีกแรง
เค่อหมิงขมวดคิ้วทำหน้าเครียดพร้อมกล่าวว่า “เจ้าเป็นเพียงสตรี เรียนภาษาอังกฤษไปแล้วจะเกิดประโยชน์อันใด เจ้าเรียนให้พอรู้หนังสือบ้างก็ดีมากแล้ว เจ้าเองก็อยู่ไม่น้อยแล้ว อาจารย์เจ้าเองก็อายุห่างกันไม่มาก ได้ข่าวว่าคราวก่อนเจ้าไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ อาจารย์เจ้าก็ยังนั่งอยู่ในบ้าน หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูตระกูลเฉินขึ้นมา จะหัวเราะเยาะตระกูลเราว่าไม่รู้จักสั่งสอนลูกหลานเอาได้”
“ไม่หรอกค่ะท่านพี่ อาจารย์ลูกก็เป็นญาติตระกูลเรา เป็นคนซื่อสัตย์จริงใจคนหนึ่ง น้องเองก็เชื่อใจในตัวลูกสอง การที่คนหนุ่มสาวจากขยันตั้งใจเรียนด้วยตนเองนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยากมากนะเจ้าคะ” ท่านแม่เห็นซูอิงพยายามกลั้นน้ำตาก็รู้สึกสงสารลูกจับใจจึงช่วยอธิบายแทนลูก
“เธอก็คอยให้ท้ายลูกอย่างนี้ตลอด” เค่อหมิงบ่นอย่างหัวเสีย “หากเกิดเรื่องขึ้นมาในภายภาคหน้า เธอจะรับผิดชอบไหวรึ พี่เองก็คงไม่มีหน้าไปพูดคุยกับตระกูลเฉินอีกต่อไป ”
“ท่านพี่ ท่านนี่อย่างไรกัน หัดมีเหตุผลเสียบ้าง” ท่านแม่พูดอย่างมีน้ำโห “ท่านกล้าดีอย่างไรถึงมาพูดจาอย่างนี้ต่อหน้าลูก น้องรับผิดชอบไหวแน่ หากลูกสองก่อเรื่องอันใด ท่านมาให้ข้าจัดการได้เลย”
“หล่อนน่ะหรือจะรับผิดชอบไหว”
ซูอิงวิ่งร้องไห้โฮหนีออกไป ท่านแม่เห็นลูกวิ่งออกไปก็เดินกระฟัดกระเฟียดตามออกไป
ซูอิงรีบร้อนกลับห้องตนเอง ไม่นานนักท่านแม่ก็ตามเข้ามา
“ลูกรัก แม่ว่าลูกเลิกต่อต้านท่านพ่อเถอะ ลูกเรียนภาษาอังกฤษไปก็ไม่ได้ใช้อันใดอยู่ดี ต่อไปลูกไปเป็นสะใภ้ตระกูลเฉิน อย่างไรก็ไม่ได้ใช้แน่ สู้ลูกเลิกเรียนภาษาอังกฤษแล้วไปฝึกทำอาหารดีกว่า ในอนาคตจะได้เป็นที่รักของเหล่าผู้หลักผู้ใหญ่ตระกูลเฉินได้โดยง่าย” ท่านแม่กล่าวอย่างอ่อนโยน
“ไม่ ลูกไม่ยอม ลูกจะเรียนภาษาอังกฤษต่อไป อย่างไรลูกก็ไม่ได้เรียนเพื่อให้ใครมาชอบอยู่แล้ว” ซูอิงแย้งอย่างเอาแต่ใจ
ท่านแม่ไม่คาดคิดว่าจะปฏิเสธอย่างไม่ไหวหน้า ท่านมองซูอิงอย่างประหลาดใจ พูดไม่ออกอยู่นาน สุดท้ายท่านแม่ก็ตระหนักได้ว่า ซูอิงลูกรักได้เปลี่ยนไปแล้ว

91
หนอนไหมจะหยุดถักใยเมื่อสิ้นลม
วันเวลาเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน อากาศค่อยๆเย็นลง ช่วงเวลาในฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงที่ดีที่สุด
อาการป่วยของฮุ่ยค่อยๆดีขึ้นแล้ว จนสามารถไปร่วมงานวันเกิดซูหวาที่บ้านสกุลเกาพร้อมกับคุณนายโจวมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่กระนั้นเธอก็ยังคงแสดงสีหน้าท่าทางเหนื่อยอ่อนอยู่บ่อยครั้ง ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด สองสัปดาห์กว่าหลังช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง ในที่สุดเธอก็ล้มป่วยลงอีกครั้ง ทั้งมีไข้และอาเจียน เจวี๋ยซินไปเยี่ยมเธอที่บ้านสกุลโจวหนึ่งครั้ง แต่เขาพบว่าตนเองไม่สามารถช่วยอะไรได้ จึงหาข้ออ้างลากลับ เช้าตรู่วันถัดมา เด็กรับใช้มารายงานว่า คุณนายโจวส่งคนมาเชิญเขาให้ไปบ้านสกุลโจวโดยเร็วที่สุด เนื่องจากอาการป่วยของฮุ่ยทรุดลงอย่างมาก
เจวี๋ยซินมาถึงบ้านสกุลโจวอย่างประหลาดใจระคนงุนงง เฉินซื่อผู้เป็นมารดาของฮุ่ยพูดกับเขาว่า “ฮุ่ยเอ๋อร์เธอกินอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย เพิ่งจะกินยาไปก็อาเจียนออกมาหมด เมื่อวานหลังจากที่คุณชายกลับไป สีหน้าของเธอก็แย่ลง แพทย์แผนจีนแนะนำให้พวกเราเชิญแพทย์แผนตะวันตกมาดูอาการ แต่บ้านสกุลเจิ้งไม่เห็นด้วย สามีเธอบอกว่าแพทย์แผนตะวันตกไม่รู้เรื่องหยินหยางและธาตุทั้งห้าของร่างกาย เชื่อถือไม่ได้” คุณนายโจวและเฉินซื่อกังวลจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
“ในเมื่อแพทย์แผนจีนยังเสนอให้เชิญแพทย์แผนตะวันตก เช่นนั้นก็เชิญแพทย์แผนตะวันตกมาเถอะครับ” เจวี๋ยซินกล่าว
“ไม่ได้หรอก ฮุ่ยเอ๋อร์เป็นคนของบ้านสกุลเจิ้ง ก็ควรจะยกให้สกุลเจิ้งตัดสินใจ ลูกสาวที่แต่งออกเรือน ก็เหมือนน้ำที่ไหลไม่กลับ ลุงไม่อยากให้บ้านสกุลเจิ้งมาหาว่าพวกเราสกุลโจวไม่รู้ธรรมเนียม” โจวปั๋วเทาบิดาของฮุ่ยปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
การปรึกษาหารือครั้งนี้ไม่มีข้อสรุป เจวี๋ยซินนึกเรื่องหนึ่งออกระหว่างทางกลับบ้าน ครั้งหนึ่งที่บ้านสกุลโจว โจวปั๋วเทาเคยชมบุตรเขยของตนให้เจวี๋ยซินฟังว่า เขาได้เขียนบทประพันธ์ที่เยี่ยมยอดหนึ่งบท ในหัวข้อ “ประเพณีไปไม่ถึงชนชั้นล่าง การลงโทษไปไม่ถึงชนชั้นสูง” ทั้งยังนำบทประพันธ์นี้ออกมาให้เจวี๋ยซินอ่าน เจวี๋ยซินอ่านผ่านๆไปรอบหนึ่ง แม้ว่าเขาจะไม่ชอบเอาเสียเลย แต่ก็จำต้องพูดเออออไปว่าดี เจิ้งกั๋วกวงเคารพบิดาของฮุ่ยเป็นอย่างมาก คำพูดติดปากคือ “คุณพ่อ” กับ “ครับ” เขาดีใจมากเมื่อทราบว่าพ่อตาชื่นชมบทประพันธ์ของเขา ทั้งยังขอให้พ่อตาหาหัวข้อบทประพันธ์ให้เขาอีกหนึ่งหัวข้อด้วย ท้ายที่สุด โจวปั๋วเทาก็เรียกเขาว่าเป็น “อัจฉริยะหาตัวจับได้ยาก” ตอนนี้ “อัจฉริยะหาตัวจับได้ยาก” คนนี้ ถือความคิดที่ว่าแพทย์แผนตะวันตกไม่เข้าใจเรื่องหยินหยางและธาตุทั้งห้าของร่างกายมาปฏิเสธไม่ให้พวกเขารักษาอาการป่วยของฮุ่ย ด้วยเหตุนี้ เจวี๋ยซินจึงกลับมาคิดถึงชะตากรรมของฮุ่ย ทั้งรู้สึกโกรธเคืองและเศร้าใจ
อาการป่วยของฮุ่ยทรุดหนักลงเรื่อยๆ แต่ละวันท้องเสียยี่สิบสามสิบครั้ง กินยาเข้าไปก็อาเจียนออกมาหมด ร่างกายซูบผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แขนขาเย็นเฉียบ เหงื่อออกตลอดเวลา แพทย์แผนจีนก็จนปัญญาจะรักษาแล้ว ในเวลานี้ เจิ้งกั๋วกวง “อัจฉริยะหาตัวจับได้ยาก” เพิ่งจะพูดอย่างเสียไม่ได้ว่า “ไม่มีหนทางอื่นแล้ว นอกจากเชิญแพทย์แผนตะวันตกมาดูอาการ” เขาถึงกับยินยอมส่งฮุ่ยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ธุระจำพวกเชิญแพทย์กับส่งฮุ่ยไปโรงพยาบาลจึงตกอยู่ที่เจวี๋ยซินไปโดยปริยาย

92

แต่ว่ามันก็สายเกินไปเสียแล้ว คนไข้ร่างกายอ่อนแอเกินไป ความหวังในการรักษามีน้อยมาก
เจวี๋ยซินมองเห็นร่างกายของฮุ่ยที่ยิ่งซูบผอมลงเรื่อยๆ เขาก็รู้สึกราวกับมีมีดจำนวนมากกำลังกรีดหัวใจของเขาอยู่ แต่เขาไม่กล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกของเขาออกมาต่อหน้าผู้คน ทำได้แค่เพียงทำทุกสิ่งที่เขาสามารถทำได้อย่างเงียบๆ
ย่าและแม่ของฮุ่ยเศร้าโศกอย่างมาก คุณนายโจวพูดอย่างโมโหว่า “ฉันว่าอาการป่วยของฮุ่ยเอ๋อร์เกิดจากความเสียใจ ถ้าเธอไม่ไปแต่งงานกับตระกูลเจิ้งก็ไม่มีทางเป็นแบบนี้หรอก”
มีเพียงโจวป๋อเทาพ่อของฮุ่ยที่ไม่มีความรู้สึกเศร้าโศกเลยสักนิด เขาฟังคำพูดของคุณนายโจวแล้ว พูดกลับกันว่า ตระกูลเจิ้งดีต่อฮุ่ยมาก และยังพูดอีกว่าลูกเขยเป็นบุคคลอัจฉริยะแห่งยุคนั้น โทษได้แค่เพียงตัวฮุ่ยเองที่โชคไม่ดี
สิบเอ็ดโมงตรงพอดี ฮุ่ยทานยาหลับไปแล้ว สามีของเธองีบหลับอยู่ข้างๆ เจวี๋ยซินมองไปที่ฮุ่ย เขาไม่อยากจะเชื่อว่าใบหน้าที่ซีดขาวยิ่งกว่ากระดาษนั้นก็คือใบหน้าอันงดงามของฮุ่ย อยู่ดีๆเขาก็รู้สึกราวกับว่าฮุ่ยไม่มีเสียงใดๆ เขารู้สึกประหลาดใจมาก จึงบอกเฉินชื่อแม่ของฮุ่ยด้วยความตื่นตระหนกตกใจ เธอเดินมาที่หน้าเตียง ยื่นมือออกไปจับหน้าและมือของฮุ่ย เย็นเฉียบไปหมดแล้ว
เจิ้งกั๋วกวงตกใจตื่นจากฝัน
ทุกคนมาอยู่พร้อมหน้ากันที่หน้าเตียงของฮุ่ย
ลมหายใจของฮุ่ยหมดลงแล้ว เธอได้จากไปอย่างสงบ
แม่ของฮุ่ยร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังเป็นคนแรก
เจวี๋ยซินทำได้แค่ร้องไห้ แต่ไม่มีเสียงร้องออกมา

บทที่ 18 การอบรมสั่งสอนทางบ้าน
ในวันถัดมาหลังจากที่ฮุ่ยตาย ซูอิงและซูหวากำลังเรียนภาษาอังกฤษกับครูของพวกเธอที่ห้องของเจวี๋ยหมิน เวลาผ่านไปไม่นาน เสียงฝีเท้าอันคุ้ยเคยนั้นดังมาแต่ไกล แถมยังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ในที่สุดก็มาถึงหน้าประตู
ผ้าม่านประตูเปิดออก เค่อหมิงพ่อของซูอิงมา พวกเธอรีบลุกขึ้นทันที
เค่อหมิงทำหน้าจริงจังสั่งกับซูอิงว่า “ลูกรอง แกไปกับฉัน ฉันมีเรื่องจะพูด”
ซูอิงตอบรับไปอย่างกลัวๆ รีบหยิบหนังสือเดินตามเค่อหมิงออกจากห้องทันที
เค่อหมิงเดินเข้าไปในห้องหนังสือของตน นั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่หน้าโต๊ะทำงาน ซูอิงเดินตามมาข้างหลังและยืนที่ข้างโต๊ะทำงาน จู่ๆเค่อหมิงก็กล่าวว่าซูอิงด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึมว่า “ฉันเคยบอกว่าไม่อนุญาตให้แกเรียนภาษาอังกฤษ ไม่นึกเลยว่าแกจะไม่เชื่อฟังคำพูดของฉัน อายุแกก็ไม่น้อยแล้ว ยังไม่รู้จักทำตัวให้เหมาะสมหน่อย ตอนนี้ถึงแม้จะพูดได้ว่าไม่เหมือนเมื่อก่อน แต่อย่างไรก็ตามชายหญิงก็แตกต่างกันอยู่ดี พ่อตาของแกเป็นนักปราชญ์แห่งยุคนั้น และก็เป็นทนายความที่มีชื่อเสียงในนครเอกของมณฑล ปกติเขาชื่นชมชื่อเสียงตระกูลเกาของเรามาก ถ้าหากเขารู้ว่าแกมัวแต่ไปเรียนภาษาอังกฤษอะไรนั่นอยู่กับชายหนุ่มทุกวัน เขาก็จะตำหนิได้ว่าฉันไม่อบรมสั่งสอน ตำหนิว่าแกนั้นไร้มาตรฐานของลูกผู้หญิง ฉันจะไม่ยอมเสียหน้าเด็ดขาด ได้ยินหรือเปล่า ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ถ้าหากฉันเห็นว่าแกอยู่กับเขาอีก ฉันก็จะไม่นับว่าแกเป็นลูกสาวของฉัน”
หลังจากนั้นเขาก็เรียกเจวี๋ยซินมา ให้เขาไปบอกครูสอนภาษาอังกฤษของซูอิงว่าต่อจากนี้ไม่ต้องไปสนใจซูอิง เงินเดือนทุกเดือนยังส่งให้เขาตามเดิม

98
“ครับ” เจวี๋ยซินตอบรับอย่างนอบน้อม
“พี่ใหญ่ อย่าไปบอกเขานะคะ น้องไม่อยากเสียหน้า” ซูอิงเงยหน้าอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น
“แกยังจะเข้าข้างมันอีก แกกล้าขัดแม้แต่คำสั่งของฉันอย่างนั้นหรือ” เค่อหมิงโกรธจนหน้าแดงก่ำ ชี้ไปยังซูอิงพลางด่าทอด้วยท่าทีหายใจหอบ จากนั้นกล่าวโทษคุณนายจาง “คุณนายสาม ดูลูกตัวดีของเธอสิ นับวันยิ่งไม่รักดี ฉันว่าควรรีบส่งตัวให้บ้านสกุลเฉินจะดีกว่า จะได้ไม่ไปก่อเรื่องอะไรอีก”
“คุณคะ นี่คุณเป็นอะไรไปถึงใช้คำพูดแบบนี้กับลูกของเรา คุณกล้าพูดออกมาได้อย่างไรกัน” คุณนายจางต่อว่าด้วยความโมโห
“เธออย่ามายุ่ง” เค่อหมิงโบกมือพลางพูดด้วยท่าทางแกมดูถูก “ฉันสั่งสอนลูกก็เพื่อให้ลูกได้ดี เพราะเธอสั่งสอนไม่เป็น ฉันถึงต้องจัดการเอง” แล้วจึงกำชับเด็ดขาดว่า “ได้ ฉันจะยกหน้าที่สั่งสอนซูอิงให้เธอ แต่ถ้าฉันเห็นลูกไปเรียนภาษาอังกฤษอะไรนั่นอีก ฉันจะเอาเรื่องเธอ”
ซูอิงร้องไห้และหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
เจวี๋ยซินยืนอยู่หน้าเค่อหมิงด้วยท่าทางนอบน้อม ท่าทีน่าสงสารของซูอิงอันเกิดจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้นทำให้เขารู้สึกเห็นใจและสะเทือนใจ เจวี๋ยซินเห็นแรงบางอย่างค่อยๆฉุดดึงซูอิงลงสู่หุบเหวลึก เขารู้ว่าโศกนาฏกรรมกำลังจะซ้ำรอยอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มไม่อาจเป็นผู้ชมที่ทนอยู่อย่างเงียบๆได้อีก บาดแผลใหม่ที่ถูกกรีดลงกลางใจทำให้เขาไม่สามารถทนรับเรื่องเจ็บปวดเช่นนี้ได้อีกแล้ว แม้เจวี๋ยซินจะไม่กล้าแสดงกริยาใดๆยามอยู่ต่อหน้าเค่อหมิง แม้จะแสร้งทำเป็นฟังคำพูดเค่อหมิงด้วยท่าทางนอบน้อม แท้จริงแล้วใจเขากลับรู้สึกต่อต้าน การกระทำดั่งการฆ่าคนทั้งเป็นได้ทำให้หัวใจดวงที่อ่อนโยนและเปราะบางขุ่นเคืองขึ้นมา ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มยังคิดที่จะรักษาชื่อเสียงของตระกูลเกา แต่ตอนนี้ เขาไม่เพียงเกลียดชังธรรมเนียมระบบเก่าเท่านั้น แต่ยังชิงชังเค่อหมิงอีกด้วย ในที่สุด เจวี๋ยซินจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงแกมไม่พอใจว่า “ผมจะไปบอกอาจารย์ของน้องสองแล้วกันครับ แต่ค่าสอนคงไม่จำเป็น เพราะแม้ฐานะครอบครัวอาจารย์จะไม่ได้ร่ำรวยนัก แต่ก็คงไม่ยอมรับเงินที่ได้มาโดยเปล่าๆ”
“ดี” เค่อหมิงเมื่อเห็นเจวี๋ยซินกำลังหมุนตัวเดินจากไป ก็กล่าวขึ้นอีกว่า “ฉันลืมบอกแกว่าฉันหาฤกษ์วันจัดงานของซูอิงไว้เรียบร้อยแล้ว วันที่สิบเดือนสิบเอ็ด*เป็นวันฤกษ์งามยามดี ส่วนเรื่องที่บ้านเฉินอยากรับตัวเจ้าสาวในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ฉันก็ตกลงไปแล้ว แกว่าดีไหม”
“ดีครับ” เจวี๋ยซินฝืนยิ้มขณะตอบรับ ทั้งที่ในใจกำลังสาปแช่งการตัดสินใจครั้งนี้ เขาเกรงว่าเค่อหมิงจะรั้งให้อยู่ต่อ จึงรีบเดินออกจากห้องทันทีเมื่อขานรับเสร็จ

บทที่ 19 โบยบินออกจากกรงขัง
เมื่อเจวี๋ยซินกลับเข้ามายังห้องของตน ก็พบว่าทุกคนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มจึงบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้น
“พี่ใหญ่คะ พี่ว่าเรื่องนี้ยังพอมีทางออกไหม” ฉินถามขึ้นอย่างเคร่งเครียด
“ไม่มีแล้ว” เจวี๋ยซินตอบพลางส่ายศีรษะอย่างกลัดกลุ้ม “วันก็กำหนดไว้แล้ว ทั้งยังบอกว่าบ้านเฉินต้องการมารับเจ้าสาวช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีหน้า พี่ก็คิดหาหนทางอื่นไม่ออก”
“ถ้าอย่างนั้นเราควรลงมือแล้ว” เจวี๋ยหมินกล่าวอย่างเด็ดขาด
“ใช่ค่ะ เราลังเลไม่ได้แล้ว” ฉินตอบอย่างรู้นัยความหมาย
“พวกน้องพูดเรื่องอะไรกัน” เจวี๋ยซินเอ่ยถามด้วยความตกใจ
“พี่จำวิธีของน้องสามไม่ได้แล้วหรือ ที่ไปเซี่ยงไฮ้” เจวี๋ยหมินเตือนความจำเจวี๋ยซิน
“วิธีนี้คงใช้ไม่ได้ ผู้หญิงนั้นยากกว่าผู้ชาย” เจวี๋ยซินพึมพำ
*เป็นวันตามจันทรคติแบบจีน

101-102
“ไม่ว่าจะยากเย็นหรือไม่ พวกเราก็เตรียมพร้อมไว้แล้ว อีกอย่าง วันนี้ได้รู้จุดจบของพี่ฮุ่ย ถึงแม้จะล้มเหลวก็ต้องลองดูสักตั้ง สรุปก็คือ พวกเราไม่ใช่สัตว์ให้ใครฆ่าแกงเสียหน่อย” เจวี๋ยหมินพูดอย่างหนักแน่น
สุดท้าย พวกเขาหารือและตกลงกันว่าครูภาษาอังกฤษของซูอิงจะไปเป็นเพื่อน นั่งเรือไปวันมะรืนนี้ เพราะวันมะรืนเป็นวันจัดพิธีสวมชุดไว้ทุกข์ให้ฮุ่ย ซูอิงจึงสามารถออกจากบ้านไปสถานที่เก็บศพของฮุ่ยได้อย่างเปิดเผย ระหว่างทางให้แวะเปลี่ยนชุดนักเรียนหญิงที่บ้านเพื่อนเจวี๋ยหมิน แล้วจึงไปท่าเรือ เจวี๋ยหมินจะรออยู่บนเรือ สิ่งของต่างๆ ที่ซูอิงต้องใช้ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้าอาภรณ์ ที่นอนหมอนมุ้ง พวกเจวี๋ยหมินเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ซูอิงไม่จำเป็นต้องนำอะไรติดตัวออกจากบ้านเลย ระหว่างทางเจวี๋ยหมินมีมิตรสหายอยู่ทุกที่ เขาเขียนจดหมายฝากบรรดาสหายให้ช่วยดูแลซูอิง เมื่อไปถึงมหานครเซี่ยงไฮ้ เจวี๋ยฮุ่ยจะรอรับซูอิงที่ท่าเรือ ค่าใช้จ่ายระหว่างการเดินทางเจวี๋ยซินเป็นคนตระเตรียม ค่าครองชีพหลังจากนี้จะส่งไปให้ตามเวลา
ส่วนเรื่องเค่อหมิง พวกเขาไตร่ตรองกันว่าแต่ไหนแต่ไรมาเค่อหมิงเป็นคนกลัวเสียหน้าเป็นที่สุด มิหนำซ้ำยังเป็นทนายความที่มีชื่อเสียง และยังชอบคุยโวกับคนอื่นว่าประเพณีตระกูลเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หากเจอเรื่องเช่นนี้ เค่อหมิงไม่มีทางประกาศออกไปเป็นแน่ เพราะหากคนอื่นรู้ว่าคุณหนูรองของบ้านตระกูลเกาหนีไป เขาก็จะไม่มีหน้าไปพบปะผู้คน และแม้ว่าจะตามกลับมาได้ เฉินเค่อเจียก็คงไม่อยากได้สะใภ้เช่นนี้ เค่อหมิงไม่ทำเรื่องโง่ๆ เช่นนี้แน่นอน สุดท้ายทุกคนใคร่ครวญกันว่าอย่างมากที่สุดเค่อหมิงก็แค่ระเบิดโทสะ ทะเลาะกับจางซื่อสามสี่ครั้ง บอกคนอื่นว่าลูกสาวตายไปคนหนึ่งก็จบ ไม่มีหนทางอื่น
ทุกอย่างตกลงกันเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายเจวี๋ยหมินกำชับซูอิงว่า “จำไว้นะ เช้าวันมะรืน”
ซูอิงพึมพำอย่างลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตอบอย่างหนักแน่นว่า
“เช้าวันมะรืน น้องจำได้”

บทส่งท้าย “ฤดูใบไม้ผลิเป็นของเรา”
ในที่สุดฤดูใบไม้ผลิปีที่สองก็มาถึง ฤดูใบไม้ผลินำมาซึ่งชีวิต ความสุขเกษมเปรมปรีดิ์ กลิ่นหอมของดอกไม้ เสียงร้องของนก ความอบอุ่น ความเขียวขจี และสิ่งที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอีกมากมาย
ฉินได้รับจดหมายที่ซูอิงส่งมาจากมหานครเซี่ยงไฮ้
“ฤดูใบไม้ผลิมาถึงอีกแล้ว น้องชอบฤดูใบไม้ผลิ แต่มีเพียงฤดูใบไม้ผลิปีนี้เท่านั้นที่น้องรู้สึกมีความสุขอย่างแท้จริง ตอนนี้น้องเป็นอิสระแล้ว น้องนึกถึงเรื่องทั้งหมดแต่ก่อนราวกับฝันไป พ่อพูดว่าฤดูใบไม้ผลิจะส่งน้องไปบ้านตระกูลเฉิน ถ้าไม่มีความช่วยเหลือของพวกพี่ ตอนนี้ชีวิตของน้องไม่รู้จะเป็นเช่นไร ไม่กล้าคิดเลยจริงๆ นึกถึงเรื่องราวทั้งหมดนี้ ทั้งชีวิตน้องก็ไม่สามารถลืมพวกพี่ได้ ยิ่งไม่สามารถลืมความช่วยเหลือในครั้งนี้ได้ อยู่ที่นี่น้องได้รับคำชี้แนะจากพี่สามอยู่บ่อยๆ พี่สามเอ็นดูน้องมาก บอกว่าจะช่วยให้น้องเป็นคนที่มีประโยชน์ พี่ฉิน คิดดูแล้ว พี่ต้องดีใจแทนน้องแน่ๆ เลย

ข้าดีใจเหลือเกิน ข้าอยากบอกกับเธอว่า ฤดูใบไม้ผลิตเป็นของพวกเรา(ส้ม)
ฉินอ่านจดหมายเสร็จ เงยหน้าขึ้นมา เท้าคางมองไปข้างนอกหน้าต่างอย่างโง่เขลา(นก)ที่ภายนอกของหน้าต่างแสงอาทิตย์อบอุ่น นกกำลังบินอยู่ กลีบดอกไม้กำลังบินอยู่ น้ำผึ้งกำลังบินอยู่ ความคิดของฉินก็บินอยู่ขึ้นมา(ธารา)ความคิดบินไปอย่างไกลๆ บินไปถึงเซี่ยงไฮ้ บินไปถึงข้างซูยีง(แสง)
“ฤดูใบไม้ผลิเป็นของพวกเรา”ฉินอ่านตามนั้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและแผ่วเบา ทันใดนั้นเธอก็ยิ้มเล็กน้อย(ดาว)
ภายนอกเกิดเสียงฝีเท้าพักหนึ่ง(พร)ฉินรีบหยุดรอ เธอรู้ว่าเจวี๋ยหมิงกำลังมา(บิ๊ก)