Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


7.1 ลัทธิเต๋าและศาสนาเต๋า

ลัทธิเต๋าและศาสนาเต๋า
บทแปลที่ 1
“คนเกิดมาอ่อนแอ ตายแล้วจึงเข้มแข็ง ต้นไม้เกิดมาเปราะบาง ตายแล้วจึงแห้งเหี่ยว ดังนั้นผู้ที่เข้มแข็งเป็นสาวกของความตาย ผู้ที่อ่อนแอเป็นสาวกของความอยู่รอด เช่นเดียวกับทหารที่แข็งแกร่งถูกทำลาย ต้นไม้ที่แข็งแรงถูกตัด ความเข้มแข็งเสียเปรียบ ความอ่อนแอได้เปรียบ”
เล่าจื๊อ • บทที่ 76
เล่าจื๊อเป็นนักปรัชญาและนักคิดที่ยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณของจีน มีชีวิตอยู่ประมาณยุคชุนชิวจั้นกั๋ว เป็นผู้สถาปนาลัทธิเต๋า “เต๋า” คือแกนหลักของระบบปรัชญาเล่าจื๊อ หมายถึงคุณสมบัติดั้งเดิมของสรรพสิ่งและกฎเกณฑ์ของการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ที่เรียกว่า “เต๋าเรียนรู้จากธรรมชาติ” คือเต๋าดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ สรรพสิ่งบนโลกล้วนอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งไม่สิ้นสุด ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายต่างสามารถเปลี่ยนไปที่อีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้เล่าจื๊อยังเน้น “การไม่ทำอะไร” คือ “การไม่ทำอะไรคือการไม่มีอะไรที่ไม่ทำ” ความคิดแบบนี้แม้มีเหตุผล แต่ภายหลังกลับคิดว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อการเดินหน้าของตัวบุคคลและการพัฒนาของสังคม ดังนั้นจึงน้อยมากที่ผู้ปกครองจะใช้เป็นหลักปกครองประเทศ
เมื่อถึงยุคจั้นกั๋ว ลัทธิเต๋าได้ปรากฏตัวแทนคนใหม่ คือ จวงจื๊อ คนรุ่นหลังเรียกเล่าจื๊อกับจวงจื๊อรวมกันว่า “เล่าจวง” จวงจื๊อเน้น “ประโยชน์ของความไร้ประโยชน์” คนคนหนึ่งไม่มีอะไรใช้ได้จึงจะปลอดภัย มีประโยชน์เมื่อใดก็จะมีความหมายถึงการเสียสละตนเอง “ผู้เป็นอิสระ” ในอุดมคติของจวงจื๊อ คือคนที่ข้ามพ้นความทุกข์ยากทั้งปวงในโลกและได้รับอิสระอย่างสมบูรณ์
ภายหลังแนวคิดปรัชญาของลัทธิเต๋าได้ค่อย ๆ วิวัฒนาการเป็นศาสนาเต๋า ศาสนาเต๋าเป็นศาสนาสำคัญของประเทศจีนศาสนาหนึ่ง และเป็นศาสนาเดียวของจีนที่เกิดขึ้นจากผืนแผ่นดินวัฒนธรรมของตนเอง นอกจากแนวคิดของศาสนาเต๋าแล้ว รูปแบบของศาสนาเต๋ายังรวมส่วนประกอบต่างๆ เช่น เทพปกรณัมและวิธีการฝึกบำเพ็ญตนตามแบบศาสนาเต๋าในสมัยจีนโบราณ การไหว้ผีในสมัยโบราณและไสยศาสตร์พื้นบ้าน รวมถึงการปรุงยาและความรู้ในการบำรุงร่างกายในสมัยโบราณของจีน เป็นต้น
โดยทั่วไปเชื่อกันว่าศาสนาเต๋าก่อตั้งอย่างเป็นทางการสมัยฮั่นตะวันออกเมื่อ 1,800 กว่าปีก่อน เวลานั้นนักพรตจางเต้าหลิงได้ก่อตั้งลัทธิข้าวสารห้าโต่ว (อู่โต่วหมี่เต้า) นักพรตจางเจี่ยวได้ก่อตั้งลัทธิสันติสุข (ไท่ผิงเต้า) ทั้งสองมีคัมภีร์ลัทธิหรูของขงจื่อเป็นของตนเอง ได้แก่ คัมภีร์เต้าเต๋อจิง และคัมภีร์ไท่ผิงจิง มีวัดเต๋าเป็นสถานที่ทางศาสนาโดยเฉพาะ และมีนักพรตเป็นผู้เผยแผ่ศาสนาโดยเฉพาะ เหล่านักพรตใช้วิธีการทางศาสนาที่กำหนดเป็นพิเศษ เช่น น้ำมนต์ มนต์คาถา การปรุงยา และการบำเพ็ญเพียร เป็นต้น เพื่อรักษาโรคและขับไล่เสนียด ทำนายดวงชะตาให้ชาวบ้าน หลายร้อยหลายพันปีมานี้ คำสอนและวิธีการทางศาสนาของศาสนาเต๋ามีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อวัฒนธรรมความคิดและธรรมเนียมปฏิบัติทางสังคมของประเทศจีน
ศาสนาเต๋าเชื่อว่าการผ่านวิธีการต่างๆ เช่น การฝึกฝนบำเพ็ญตน และกินยาอายุวัฒนะ ทำให้คนสามารถเอาชนะโรคภัยไข้เจ็บและความตาย เป็นอมตะ และสำเร็จเป็นเซียนได้ วิธีการทางศาสนาจำนวนไม่น้อยของศาสนาเต๋ายังผสมผสานเข้ากับชีวิตประจำวันของคนจีน ผู้คนใช้ยาบำรุง เหล้ายา และการปรับอาหารการกินในชีวิตประจำวันมาเพิ่มกำลังให้แก่ร่างกาย แพทย์แผนจีนใช้วิธีปรุงยาหลายรูปแบบ การฝังเข็มและการนวดมารักษาโรคให้คน บางคนใช้วิธีนั่งสมาธิมาปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีคนใช้การฝึกฝนวิทยายุทธและกำลังภายในมาทำให้ร่างกายแข็งแรง วัฒนธรรมประเพณีเหล่านี้ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากศาสนาเต๋าทั้งสิ้น วันตรุษจีนผู้คนจะติดกลอนคู่ กระดาษตัดลาย และอักษร “福” (ฝู) กลับหัวไว้ที่ประตูและหน้าต่าง ซึ่งก็เป็นการเปลี่ยนรูปแบบเครื่องรางของศาสนาเต๋าแบบหนึ่ง จุดประสงค์ คือขับไล่โชคร้ายต้อนรับโชคดี สำหรับการทำนายดวงชะตาจากวันเกิด การดูรูปร่างหน้าตาและการดูลายมือ รวมถึงการใช้ฮวงจุ้ยของสถานที่อยู่อาศัยและสุสานมาทำนายความโชคดีโชคร้ายในอนาคตก็มีล้วนต้นกำเนิดจากวิธีการทางศาสนาของศาสนาเต๋าทั้งสิ้น ปัจจุบันมองดูแล้วในสิ่งเหล่านี้แฝงไว้ด้วยองค์ประกอบของความงมงายที่ลึกลับไม่น้อย
แต่ละที่ของประเทศจีนล้วนมีวัดเต๋า ภายในยังมีนักพรตอาศัยอยู่ วัดเต๋าที่มีชื่อเสียง เช่น อารามไป๋อวิ๋นที่กรุงปักกิ่ง อารามซั่งชิงกงที่เมืองลั่วหยาง และอารามชิงหยางกงที่เมืองเฉิงตู เป็นต้น วัดเหล่านี้ไม่เพียงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาเต๋าเท่านั้น ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่ออีกด้วย ปัจจุบันผู้คนไปวัดเต๋าเพื่อท่องเที่ยวเป็นหลัก มีบ้างที่ไปเสี่ยงเซียมซีและเสี่ยงไม้กว้า

——————————-

บทแปลที่ 2

ลัทธิเต๋าและศาสนาเต๋า

“มนุษย์ในขณะยังมีชีวิตมีร่างกายอ่อนนุ่ม เมื่อตายแล้วกลับแข็งกระด้าง ต้นไม้ ใบหญ้าขณะยังมีชีวิตเองก็หักเปราะได้ เมื่อตายแล้วกลับแห้งแข็งไป เช่นนั้นแล้วสิ่งที่ยึดโยงกับความแข็งจึงเป็นลักษณะของความตาย ขณะที่สิ่งที่ยึดโยงกับความโอนอ่อนเป็นลักษณะของการมีชีวิต เมื่อเป็นเช่นนี้ กองทัพที่แข็งแกร่งจนเกินไปย่อมพินาศ เฉกเช่นต้นไม้ที่สูงใหญ่เกินย่อมถูกโค่นลง สิ่งที่แข็งแกร่งมั่นคงเกินไปจะตกอยู่ด้านล่าง ขณะที่สิ่งที่ยอมโอนอ่อนจะอยู่สูงขึ้นไป” (เล่าจื๊อ บทที่ 76)

เล่าจื๊อเป็นยอดนักปรัชญาและนักคิดของประเทศจีนในสมัยโบราณ มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณยุควสันตสารทและยุครณรัฐ เป็นผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋าขึ้น “เต๋า” หรือ “หนทาง” เป็นหัวใจสำคัญของหลักปรัชญาของเล่าจื๊อ สื่อถึงเนื้อแท้ดั้งเดิมของสรรพสิ่ง และกฎแห่งการดำเนินต่อไปของสิ่งต่าง ๆ จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า “เต๋าเป็นไปเองตามธรรมชาติ” โดย “เต๋า” จะยึดกฏของโลกธรรมชาติเป็นหลักในการปฏิบัติ สรรพสิ่งใด ๆ ในโลกล้วนปรากฎอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่ไม่มีที่สิ้นสุด และทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามกันเป็นธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้น เล่าจื๊อยังได้เน้นย้ำถึง “หลักนิรกรรม” ซึ่งหมายถึง “การไม่กระทำนับเป็นการได้กระทำแล้ว” แม้ว่าแนวคิดดังกล่าวจะมีเหตุผล แต่ในเวลาต่อมาคนกลับมองว่าแนวคิดเช่นนี้ไม่ส่งผลดีต่อความก้าวหน้าของตัวบุคคลและพัฒนาการของสังคมเท่าไรนัก ผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงไม่นิยมนำแนวคิดแบบเต๋าไปใช้ในการปกครองประเทศ
ครั้นเมื่อถึงยุครณรัฐ จวงจื๊อขึ้นเป็นเจ้าสำนักคนใหม่ของลัทธิเต๋า ภายหลังผู้คนจึงนำนามของจวงจื๊อและเล่าจื๊อเรียกรวมกันเป็น “เล่าจวง” จวงจื๊อเน้นย้ำถึง “คุณของการไร้ประโยชน์” เมื่อคน ๆ หนึ่งไร้ซึ่งคุณประโยชน์ใดๆ แล้ว เขาจึงจะอยู่อย่างสงบสุข แต่หากเขามีประโยชน์ต่อผู้อื่นแล้ว เขาย่อมต้องเสียสละตนเอง “ยอดปราชญ์ผู้บรรลุ” ในอุดมคติของจวงจื๊อ คือผู้ที่สามารถหลุดพ้นความทุกข์ทั้งปวงในโลกและเป็นอิสระจากบ่วงใด ๆ อย่างแท้จริง
ในเวลาต่อมา จากแนวคิดปรัชญาของลัทธิเต๋านี้เองที่ค่อย ๆ พัฒนามาเป็นศาสนาเต๋า ศาสนาเต๋าถือเป็นหนึ่งในศาสนาสำคัญของประเทศจีน ทั้งยังเป็นศาสนาเดียวของประเทศจีนที่เกิดมาจากรากวัฒนธรรมของตนเอง นอกเหนือไปจากแนวคิดของลัทธิเต๋าแล้ว การเกิดของศาสนาเต๋ายังได้รวบรวมทั้งตำนานเทพเจ้า การปรุงยาอายุวัฒนะ นวทางการบำเพ็ญเพียรในสมัยโบราณ การกราบไหว้บูชาภูตผีเทพเจ้าในอดีต การใช้เวทมนตร์คาถา รวมไปถึงความรู้ทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพในสมัยโบราณของจีนเข้าไว้ด้วยกัน
คนทั่วไปเข้าใจว่าศาสนาเต๋าเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เมื่อราว 1,800 กว่าปีก่อน ในเวลานั้นนักพรตจางเต้าหลิงได้ก่อตั้ง “นิกายอู่โต๋วหมี่” ในขณะที่นักพรตจางเจี่ยวก่อตั้ง “นิกายไท่ผิง” ท่านทั้งสองมีคัมภีร์เป็นของตนเอง คือ “คัมภีร์เต้าเต๋อจิง” และ “คัมภีร์ไท่ผิงจิง” มีวัดเต๋าเป็นศาสนสถาน มีนักพรตเป็นผู้เผยแผ่ศาสนาโดยเฉพาะ เหล่านักพรตมีหน้าที่รักษาโรค ขับไล่สิ่งอัปมงคล และทำนายดวงชะตาให้แก่ผู้คนผ่านวิธีเฉพาะทางศาสนาต่าง ๆ อย่าง การพรมน้ำมนต์ การสวดมนต์คาถา ไปจนถึงการปรุงยาอายุวัฒนะและการบำเพ็ญเพียร ตลอดหลายยุคสมัยที่ผ่านมา คำสอนและวิธีปฏิบัติตามความเชื่อของศาสนาเต๋าจึงมีอิทธิพลต่อแนวคิดทางวัฒนธรรมและธรรมเนียมปฏิบัติทางสังคมของประเทศจีนอย่างลึกซึ้ง
ศาสนาเต๋าเชื่อว่า เมื่อผู้คนสามารถผ่านกรรมวิธีต่าง ๆ อย่างการบำเพ็ญเพียรเพื่อรักษาชีวิตให้ยืนยาวและดื่มยาอายุวัฒนะแล้ว พวกเขาจะสามารถเอาชนะโรคภัยและความตาย เป็นอมตะไม่แก่เฒ่า และบรรลุถึงทางแห่งเต๋ากลายเป็นเซียนในที่สุด มีแนวปฏิบัติตามความเชื่อของศาสนาเต๋าไม่น้อยที่ได้หลอมรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนจีน ผู้คนต่างใช้ประโยชน์จากยาบำรุง ยาดอง อาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวันเพื่อเพิ่มกำลังวังชา การแพทย์แผนจีนใช้วิธีการปรุงยา การฝังเข็ม การรมยาและการนวดเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยให้คนไข้ บางคนใช้วิธีนั่งสมาธิเพื่อปรับสมดุลกายและใจ ขณะที่บางคนใช้วิธีฝึกฝนกำลังภายในและพลังลมปราณเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากศาสนาเต๋าทั้งสิ้น การที่ผู้คนมักติดคำกลอนคู่ชุนเหลียน กระดาษตัดลายชวงฮวา และตัวอักษร “ฝู” หรือ “สิริมงคล” กลับหัวไว้บนประตูและหน้าต่างในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั้น ก็เป็นธรรมเนียมที่ผิดเพี้ยนมาจากเรื่องเครื่องรางของขลังในศาสนาเต๋า โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคลและรับสิริมงคลเข้ามาในชีวิต ส่วนการทำนายดวงชะตาโดยใช้วัน เดือน ปี และเวลาตกฟาก การดูโหงวเฮ้งบนใบหน้าและลายมือ ไปจนถึงการดูฮวงจุ้ยของที่อยู่อาศัยและสุสานเพื่อทำนายเคราะห์ดีร้ายในอนาคตนั้น ต่างก็มีจุดกำเนิดมาจากวิธีปฏิบัติตามความเชื่อของศาสนาเต๋าทั้งสิ้น เมื่อดูไปแล้วจะพบว่าภายในวิธีการต่าง ๆ เหล่านั้นมีองค์ประกอบที่เป็นความเชื่องมงายลี้ลับอยู่ไม่น้อย
ประเทศจีนมีวัดเต๋าอยู่ทั่วทุกแห่ง และภายในวัดยังมีนักพรตอาศัยอยู่ด้วย โดยวัดเต๋าที่มีชื่อเสียง ได้แก่ อารามไป๋ยวินที่กรุงปักกิ่ง อารามซั่งชิงที่เมืองลั่วหยาง อารามชิงหยางที่เมืองเฉิงตู เป็นต้น ศาสนสถานเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาเต๋าเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกด้วย ปัจจุบันผู้คนไปที่วัดเต๋าเพื่อท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ก็ยังมีผู้ที่ไปเพื่อเสี่ยงเซียมซีทำนายดวงชะตาเช่นกัน