Krukay Chinese

เรียนรู้ภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรม


7.2 วัฒนธรรมลัทธิหรู

บทแปล 1

วิชัย : ได้ยินมาว่าประเทศจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังก็มีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เป็นเรื่องจริงไหม
หวังเฟย : ถูกต้อง แต่แค่ตอนนั้นไม่ได้เรียกว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เรียกว่าการสอบขุนนาง เป็นการสอบส่วนกลางประเภทหนึ่งเพื่อคัดเลือกบุคลากรผู้มีความสามารถในระดับประเทศ หลังจากราชวงศ์ชิงล่มสลายการสอบขุนนางก็ถูกยกเลิกไป
วิชัย : ประเทศจีนสมัยโบราณไม่มีคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และ ภาษาอังกฤษ การสอบขุนนางนั้นสอบอะไรบ้างหรือ
หวังเฟย : สอบวรรณคดี ประวัติศาสตร์ แต่หลักๆคือสอบตำราทั้งสี่ คัมภีร์ทั้งห้า ทั้งหมดล้วนเป็นคัมภีร์ของลัทธิหรู
วิชัย : ลัทธิหรูเป็นศาสนาประจำชาติจีนหรือ
หวังเฟย : ดูจากรูปแบบแล้ว ลัทธิหรูไม่ใช่ศาสนา เป็นแค่สำนักปรัชญาสำนักหนึ่งเท่านั้น
ลัทธิหรูไม่ได้อธิบายการกำเนิดของโลกและชาติก่อนของมนุษย์อย่างแน่ชัด สิ่งที่ลัทธิหรูให้ความสนใจคือมนุษย์และสังคมในโลกปัจจุบัน แต่หลายพันปีที่ผ่านมานี้ทฤษฎีของลัทธิหรูล้วนเป็นแนวคิดหลักของสังคมจีนและการที่เป็นหลักความเชื่อพื้นฐานจึงมีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของคนจีนในหลายยุคสมัย หากมองจากมุมนี้ ลัทธิหรูก็มีบทบาททางศาสนาเช่นกัน
วิชัย : ลัทธิหรูเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคสมัยไหนหรือ
หวังเฟย : สองพันกว่าปีก่อน ยุคชุนชิวในสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก ขงจื่อได้ก่อตั้งระบบแนวคิดลัทธิหรูอย่างมีความคิดสร้างสรรค์จากรากฐานความคิดของคนสมัยก่อน ในยุคจ้านกั๋ว เมิ่งจื่อได้สืบทอดแนวคิดของขงจื่อและทำให้สมบูรณ์มากขึ้น ดังนั้นแนวคิดของลัทธิหรูก็เรียกอีกอย่างว่าหลักการของข่งเมิ่ง
วิชัย : แนวคิดของลัทธิหรูมีเนื้อหาอะไรบ้างหรือ
หวังเฟย : แนวคิดของลัทธิหรูนั้นมีมากมายและลึกซึ้ง พูดกันสองสามคำมันยากที่จะอธิบายได้หมด ตามความเข้าใจของฉัน แนวความคิดของลัทธิหรูหลักๆนั้นมีสองด้าน หนึ่งคือการปลูกฝังคุณธรรมของมนุษย์ สองคือหลักการปกครองประเทศของผู้ปกครอง พูดง่ายๆก็คือทำอย่างไรให้ประชาชนเป็นคนดี ทำอย่างไรให้จักรพรรดิเป็นผู้ปกครองที่ดี จุดประสงค์คือทำให้ครอบครัวมีความรักใคร่กลมเกลียวกัน ทำให้สังคมสงบสุขเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
วิชัย : ผมเคยได้ยินมา ไม่ใช่ความสัมพันธ์สามประเภทกับคุณธรรมห้าประการหรอกหรือ ครูของประชาชนก็เป็นครูของจักรพรรดิด้วยนะ
หวังเฟย : ที่พูดก็ไม่ผิดหรอก ในสายตาของคนจีนขงจื่อมีสถานะที่สูงส่งที่สุด ไม่มีจักรพรรดิองค์ไหนสูงส่งไปกว่าเขาได้
วิชัย : ถ้าอย่างนั้นขงจื่อได้เสนอหลักคุณธรรมมาตรฐานของการเป็นมนุษย์ว่าอะไรบ้างหรือ
หวังเฟย : ขงจื่อกล่าวว่า คนเราเวลาอยู่บ้านต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ อยู่นอกบ้านต้องจงรักภักดีต่อชาติ ไม่ว่าจะปฏิบัติต่อคนในครอบครัวหรือต่อคนนอกก็ต้องใจกว้าง มีเมตตา รู้จักมารยาท รักษาคำพูด ต้องใฝ่รู้และตรึกตรองให้ลึกซึ้ง ต้องรู้แจ้งในโลกียวิสัย และยิ่งต้องเข้าใจตนเองด้วย เมื่อหลังจากคนเรามีคุณธรรมอันสูงส่งและมีความสามารถแล้ว ไม่ควรที่จะแสวงหาความสุขเพียงเพื่อตนเอง แต่ควรที่จะพยายามสุดความสามารถของตนเพื่อครอบครัวเพื่อประเทศชาติเพื่อโลกอันสงบสุข
วิชัย : แนวคิดของขงจื่อไม่ล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย วิธีปฏิบัติเหล่านี้ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นก็เป็นสิ่งที่คนยุคปัจจุบันควรจะเคารพเช่นกัน
หวังเฟย : แนวคิดสิทธิมนุษยชนของสังคมปัจจุบันนั้น ในทฤษฎีของขงจื่อก็มีการกล่าวถึงการแสดงออกที่ง่ายที่สุด นั่นก็คือ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” และ “สิ่งที่ตนไม่ปรารถนาก็อย่าไปยัดเยียดให้ผู้อื่น”
วิชัย : ภาษาจีนโบราณสองประโยคนี้แปลเป็นภาษาจีนปัจจุบันว่าอะไรหรือ
หวังเฟย : ความหมายของประโยคแรกคือ คนเราต้องเรียนรู้ที่จะคิดถึงผู้อื่น สิทธิที่ตนเองต้องการ เช่น ความอยู่รอด ความปลอดภัย ความเป็นอิสระ ความเสมอภาค ความมีเกียรติ เป็นต้น ก็เป็นสิ่งที่ผู้อื่นต้องการเช่นกัน พวกเราไม่ควรที่จะใช้กำลังแย่งชิงจากผู้อื่นมาเพื่อประโยชน์ของตนเอง ความหมายของประโยคที่สองคือ ความทุกข์ที่ตนเองไม่อยากประสบพบเจอ ก็อย่าไปยัดเยียดให้ผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ทำอย่างนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นการหวังดีต่อผู้อื่น แต่สุดท้ายก็เป็นการหวังดีต่อตนเองเช่นกัน เพราะว่าถ้าหากผู้อื่นถูกคุณกดขี่ ก็จะลุกขึ้นมาต่อต้าน ถ้าหากคุณไม่ให้ทางรอดแก่ผู้อื่น ผู้อื่นก็จำเป็นต้องตายไปพร้อมกับคุณ
วิชัย : คำพูดเหล่านี้มีเหตุผลตามหลักปรัชญาอย่างมาก ตามแนวคิดนี้ของขงจื่อ ผู้ปกครองไม่ควรที่จะอยากทำอะไรก็ทำ แต่ควรที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนด้วย
หวังเฟย : ก็คือความหมายนี้นั่นล่ะ เมิ่งจื่อกล่าวไว้อย่างชัดเจนมากว่า ถ้าหากกษัตริย์รักประชาชน ประชาชนก็จะสนับสนุนพระองค์ ถ้าหากกษัตริย์ไม่ปฏิบัติต่อประชาชนดังเช่นมนุษย์ ประชาชนก็จะเห็นกษัตริย์เป็นศัตรู เขาได้เตือนเหล่ากษัตริย์ทั้งหลายว่า ประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ประเทศชาติเป็นอันดับสอง กษัตริย์เป็นอันดับสาม
วิชัย : นี่สอดคล้องกับแนวคิดสังคมปัจจุบันที่ยึดมนุษย์เป็นหลักเลย กษัตริย์เหล่านั้นในระบบศักดินาสมัยหลายพันปีก่อนยอมรับแนวคิดประเภทนี้ไหม
หวังเฟย : จักรพรรดิจิ๋นซีไม่ยอมรับ จริงอยู่ที่พระองค์เป็นจักรพรรดิที่ยอดเยี่ยมองค์หนึ่ง แต่พระองค์ก็ทรงกระทำสิ่งที่ผิดมาแล้วมากมาย หลังจากที่รวมประเทศจีนเป็นหนึ่งเดียวแล้ว พระองค์ทรงออกคำสั่งให้เผาตำราของลัทธิหรู แถมยังฆ่าลูกศิษย์ของลัทธิหรูไปไม่น้อย พระองค์ทรงใช้นโยบายอันแสนเข้มงวดต่อประชาชน ทำให้ประชาชนทุกชนชั้นในประเทศคับแค้นใจเป็นอย่างมาก ผลสุดท้ายราชวงศ์ฉินดำรงต่อไปได้ถึงแค่เพียงจักรพรรดิองค์ที่สองก็ถูกประชาชนโค่นล้มไป
วิชัย : มีตัวอย่างด้านลบแบบนี้แล้ว เหล่ากษัตริย์ยุคถัดมาก็ควรจะเชื่อในทฤษฎีของลัทธิหรูแล้วใช่ไหม
หวังเฟย : ราชวงศ์ฮั่นสมัยต่อจากฉินก็ได้รับบทเรียนจากราชวงศ์ฉินที่ล่มสลายไป ยอมรับแนวคิดของลัทธิหรูแถมยังนำมาเป็นนโยบายพื้นฐานของการปกครองประเทศอีกด้วย นับตั้งแต่นั้นมา แนวคิดลัทธิหรูก็อยู่ในสถานะที่เป็นแนวคิดอนุรักษ์สืบต่อกันมาในเกือบทุกราชวงศ์ ไม่เพียงแต่มีอิทธิพลต่อประเทศจีนเมื่อหลายพันปีก่อน แต่ยังเผยแพร่ไปยังเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเวียดนาม จึงส่งผลต่อวัฒนธรรมดั้งเดิมของพวกเขาไม่น้อย

บทแปล 2
เหว่ยฉาย : ได้ยินมาว่าประเทศจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังก็มีการสอบระดับสูงแล้ว เป็นความจริงหรือ
หวังเฟย : ไม่ผิด เพียงแค่ตอนนั้นไม่เรียกว่าการสอบระดับสูง แต่เรียกว่า การสอบคัดเลือกขุนนางในสมัยโบราณ (การสอบจอหงวน) เป็นการสอบชนิดหนึ่งซึ่งจะคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถทั้งหมดในประเทศ การสอบคัดเลือกขุนนาง นั้นหลังจากที่ราชวงศ์ชิงล่มสลายก็ถูกยกเลิกไป
เหว่ยฉาย :ประเทศจีนในสมัยโบราณไม่มีคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์และเคมี การสอบคัดเลือกขุนนางสอบอะไรบ้างล่ะ
เหว่ยฉาย :สอบวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ แต่หลักสำคัญก็คือสอบ ซื่อซู อู่จิง พวกมันล้วนเป็นคัมภีร์ของลัทธิขงจื๊อ
เหว่ยฉาย :ลัทธิขงจื๊อคือศาสนาของประเทศจีนหรือ
หวังเฟย :พูดตามรูปแบบ ลัทธิขงจื๊อไม่ใช่ศาสนา เป็นเพียงสำนักปรัชญาหนึ่งเท่านั้น ลัทธิขงจื๊อไม่มีการอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องของการกำเนิดของโลก และการกำเนิดของคนรุ่นก่อน มันให้ความสำคัญกับคนและสังคมในยุคปัจจุบัน แต่คำสอนของลัทธิขงจื๊อหลายพันปีผ่านมานั้นล้วนเป็นปรัชญากระแสหลักของสังคมจีน และมีฐานะเป็นความเชื่อพื้นฐานที่ส่งผลกระทบต่อความคิดและการกระทำของคนจีนในหลายยุคสมัย สำหรับบทบาทนี้แล้ว มันยิ่งทำให้เกิดผลเรื่องการเป็นศาสนา
เหว่ยฉาย :ลัทธิขงจื๊อเกิดขึ้นในสมัยอะไรล่ะ
หวังเฟย :เมื่อ2,000กว่าปีก่อน ในยุคชุนชิวของราชวงศ์โจวตะวันออก ขงจื๊อด้วยพื้นฐานปรัชญาของคนสมัยก่อนได้ริเริ่มก่อตั้งปรัชญาลัทธิขงจื๊อที่เป็นระบบขึ้นมา การสืบทอดเมิ่งจื๊อในยุคจ๋านกั๋วและปรัชญาของขงจื๊อรุ่งเรืองมาก
ดังนั้น ปรัชญาลัทธิขงจื๊อเลยถูกเรียกว่าเป็นแนวความคิดของขงจื๊อและเมิ่งจื๊อ
เหว่ยฉาย :รูปธรรมของปรัชญาลัทธิขงจื๊อมีเนื้อหาอะไรบ้างล่ะ
หวางเฟย :ปรัชญาลัทธิขงจื้อลึกซึ้ง พูดกันคำสองคำยากมากที่จะอธิบายให้ชัดเจนได้ ตามความเข้าใจของฉัน ปรัชญาขงจื้อหลักสำคัญประกอบไปด้วย2ด้าน
ด้านที่1 คือ การฝึกฝนคุณธรรมของคนแต่ละคน ด้านที่2คือ คุณธรรมการปกครองประเทศของผู้ปกครอง พูดอย่างง่ายๆว่า คือทำอย่างไรให้คนทั่วไปเป็นคนดี ทำอย่างไรให้ให้จักรพรรดิ์เป็นผู้ปกครองที่ดี จุดประสงค์คือทำให้ครอบครัวสามัคคีกัน ทำให้จิตใจสงบเป็นสุข
เหว่ยฉาย:ฉันเคยได้ยิน มันไม่ใช่ “สามปฏิบัติ ห้ามรรควิธี” หรอกหรือ ครูของคนทั่วไป ก็คือครูของจักรพรรดิ์ด้วย
หวังเฟย : พูดได้ไม่ผิด ขงจื๊อในสายตาของคนจีนนั้นได้รับตำแหน่งที่สูงส่งที่สุด ไม่มีจักรพรรดิ์คนใดที่สามารถเทียบเขาได้
เหว่ยฉาย : ถ้าอย่างนั้นขงจื้อหยิบยกมาตรฐานคุณธรรมของการเป็นคนด้านไหนบ้าง
หวังเฟย : ขงจื๊อกล่าวว่า คนอยู่บ้านต้องกตัญญูต่อบิดามารดา อยู่นอกบ้านต้องจงรักภักดีต่อประเทศ ไม่ว่าจะต่อคนในบ้านหรือว่าต่อคนที่อยู่นอกบ้านล้วนต้องใจกว้าง มีเมตตา มีมรรยาท มีความซื่อสัตย์จริงใจ ต้องตั้งใจศึกษาการพิจารณาไตร่ตรอง ทั้งต้องสามารถรู้แจ้งในโลกียวิสัย และยิ่งต้องเข้าใจตนเอง หลังจากที่เป็นคนที่มีความสามารถและคุณธรรมสูงส่งแล้ว ไม่ควรจะเพียงแค่แสวงหาความสุขเพื่อตนเอง แต่ควรจะขยันสุดความสามารถของตนเองเพื่อครอบครัวเพื่อประเทศเพื่อใต้ฟ้าประชาราษฎร์
เหว่ยฉาย : ปรัชญาขงจื๊อไม่ล้าสมัยเลยแม้แต่นิดเดียว วิธีดังกล่างข้างต้นนั้นก็คือสิ่งที่คนสมัยปัจจุบันควรเคารพและปฏิบัติตาม
หวังเฟย : แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนของสังคมในปัจจุบัน ในคำสอนของขงจื๊อก็มีการสื่อออกมาแบบที่เรียบง่ายที่สุด นั่นก็คือ “ใช้ความจริงใจของตนเองไปผลักดันความจริงใจของผู้อื่น” และ
“สิ่งใดที่ตนเองไม่ชอบ ก็อย่าไปทำใส่ผู้อื่น”
เหว่ยฉาย : คำโบราณสองประโยคนี้แปลเป็นภาษาทั่วไปมีความหมายว่าอะไรล่ะ
หวังเฟย : ความหมายของประโยคที่1คือ คนหนึ่งคนต้องเรียนรู้ที่จะคิดแทนผู้อื่น สิทธิที่จำเป็นของตัวพวกเราเอง เช่น การเอาชีวิตรอด ความปลอดภัย ความอิสระ ความเท่าเทียมกัน การทรงเกียรติ เป็นต้น ก็คือความต้องการของผู้อื่นด้วย พวกเราไม่ควรที่จะเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนแล้วไปแย่งของคนอื่นมา ความหมายของประโยคที่2 ตัวเราเองไม่อยากประสบความทุกข์ แล้วก็ไม่ต้องการจะไปบังคับคนอื่นมาเพื่อประโยชน์ของตนเอง ถ้าอย่างนี้ก็คือ ทั้งดีต่อผู้อื่น และสุดท้ายก็ดีต่อตนเองด้วย เพราะถ้าคนอื่นได้รับแรงกดดันของคุณ ก็สามารถก่อให้เกิดความขัดแย้งได้ ถ้าหากว่าคุณไม่ให้ทางเดินชีวิตแก่ผู้อื่นบ้าง คนอื่นก็ทำได้แค่มีปลายทางเช่นเดียวกับคุณ
เหว่ยฉาย : คำพูดเล่านี้มีปรัชญาอย่างมาก ตามแนวทางความคิดนี้ของขงจื๊อ ผู้ปกครองไม่ควรที่จะอยากทำอะไรก็ทำ ควรที่จะดูแลประโยชน์สุขของประชาชน
หวังเฟย : ความหมายนี้ถูกต้องมาก เมิ่งจื้อพูดไว้อย่างชัดเจนว่า ถ้าหากผู้ปกครองรักประชาชน ประชาชนก็จะสนับสนุนจักรพรรดิ์ ถ้าหากผู้ปกครองไม่ดูแลประชาชนเหมือนเป็นแขก ประชาชนก็
ถือว่าผู้ปกครองเป็นศัตรู เมิ่งจื๊อเตือนพวกจักรพรรดิ์ว่า ประชาชนสำคัญที่สุด ประเทศสำคัญเป็นอันดับสอง ผู้ปกครองสำคัญเป็นอันดับสาม
เหว่นฉาย :สิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดปัจจุบันที่มองคนเป็นหลัก จักรพรรดิ์ในระบบศักดินาเหล่านั้นในหลายพันปีก่อนจะสามารถรับแนวคิดเช่นนี้ได้หรือ?
หวังเฟย : จิ๋นซีฮ่องเต้ก็ไม่รับแนวคิดนี้ ถึงเขาจะเป็นจักรพรรดิ์คนหนึ่งที่เก่งมาก แต่ว่าเขาก็ทำผิดหลายอย่าง หลังจากที่รวมจีนเป็นหนึ่งแล้ว เขาสั่งให้เผาตำราขงจื๊อ และยังฆ่าลูกศิษย์ของสำนักปรัชญาขงจื๊อไปไม่น้อย เขาบังคับนโยบายที่เข้มงวดมากต่อประชาชน ทำให้ประชาชนทั้งประเทศคับแค้นใจเป็นอย่างมาก ผลสุดท้ายสมัยราชวงศ์ฉิ๋นก็มีจักรพรรดิ์ ถึงแค่คนที่สองก็ถูกประชาชนโค่นล้มแล้ว
เหว่ยฉาย : มีตัวอย่างในทางตรงกันข้ามกัน ก็คือพวกจักรพรรดิ์ต่อมานั้นก็เชื่อในคำสอนของขงจื๊อแล้ว
หวังเฟย :ราชวงศ์ฮั่นที่ต่อจากราชวงศ์ฉิ๋นนั้น รับเอาคำสอนที่ราชวงศ์ฉิ๋นทำลาย รับปรัชญาลัทธิขงจื๊อ และนำเป็นนโยบายพื้นฐานของการปกครองประเทศ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในทุกๆราชวงศ์ปรัชญาขงจื๊อล้วนมีฐานะเป็นแนวคิดในการปกครอง ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อหลายพันปีของประเทศจีน แต่ยังแพร่หลายไปถึงประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเวียดนาม อีกทั้งยังก่อให้เกิดผลกระทบไม่น้อยต่อวัฒนธรรมของประเทศเหล่านี้ด้วย